"แสนสิริ" ขยับเป้ายอดขายปีนี้แตะ 3.5 หมื่นล้าน ครึ่งปีหลังวางหมากทำกำไรจากแนวราบ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • “แสนสิริ” ขยับเป้ายอดขายปีนี้แตะ 3.5 หมื่นล้าน ครึ่งปีหลังวางหมากทำกำไรจากแนวราบ

“แสนสิริ” ขยับเป้ายอดขายปีนี้แตะ 3.5 หมื่นล้าน ครึ่งปีหลังวางหมากทำกำไรจากแนวราบ

กนกวรรณ มากเมฆ

“แสนสิริ” โตสวนกระแส มั่นใจเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ปีนี้ หลังครองยอดขายสูงสุดครึ่งปีแรกด้วยตัวเลข 22,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 63% จากเป้าหมายยอดขายล่าสุด 35,000 ล้านบาท ครึ่งปีหลังปักธงรบตลาดแนวราบ พร้อมรักษายอดขาย-ยอดโอนคอนโด เป็นรายได้หลัก เดินหน้าเปิด 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 16,900 ล้านบาท

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะกระทบกับหลายธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือผลประกอบการของแสนสิริโตสวนกระแส ซึ่งเป็นผลมาจากการทำธุรกิจภายใต้คอนเซ็ปต์ speed to market ส่งผลให้บริษัทปรับเป้ายอดโอนในปี 2020 เป็น 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 26%

สำหรับสัดส่วนยอดโอน ประมาณการว่า 56% จะมาจากคอนโดมิเนียม รวมมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะแม้ตลาดคอนโดฯจะไม่ดี ทั้งนี้ เป็นผลมาจากเราพยายามผลักดันการขายในโครงการพร้อมอยู่ ทำให้ยอดโอนไปอยู่ที่คอนโดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนบ้านเดี่ยวเราประเมินว่าจะมีสัดส่วนราว 35% ทาวน์โฮมและโครงการมิกซ์โปรดักต์ 19%”

อุทัย กล่าวอีกว่า สาเหตุที่บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดโอนแตะ 3.9 หมื่นล้านบาทได้ในปีนี้ เป็นเพราะยอดโอน 5 เดือนที่ผ่านมา (มกราคมพฤษภาคม) อยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแบ็กล็อกที่จะโอนได้ในปีนี้ 1.62 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงเหลือยอดที่ต้องขายพร้อมโอนในช่วงเวลา 7 เดือนที่เหลือเพียง 4.6 พันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งมองว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่ได้ยากจนเกินไปนัก

ไม่เพียงเท่านั้น หากมองยาวไปในระยะ 4 ปี แสนสิริยังมีเบ็กล็อกรวมสูงถึง 5.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นของแสนสิริเอง 3.58 หมื่นล้านบาท และโครงการ joint venture ที่ทำร่วมกับบีทีเอสและโตคิวอีก 1.48 หมื่นล้านบาท

 

เป้ายอดขายปีนี้ 3.5 หมื่นล้าน

แสนสิริยังปรับเป้ายอดขาย (พรีเซล) ปี 2020 ขึ้นด้วยเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท จากต้นปีที่ตั้งเป้าไว้ 2.9 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 2019

อุทัย ระบุว่า สำหรับยอดขายในปีนี้คาดว่าจะมาจากคอนโด 49% ซึ่งลดลงจากปีก่อนเนื่องจากบริษัทเปิดตัวน้อยลง ขณะที่ 40% จะมาจากบ้านเดี่ยว และ 11% มาจากทาวน์โฮมและโครงการมิกซ์โปรดักต์

“5 เดือนแรกที่ผ่านมา เราปิดการขายไปได้ 19 โครงการ ทำยอดขายไปได้แล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท เหลืออีก 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราคาดว่าจะมาจากคอนโดและบ้านเดี่ยวอย่างละครึ่ง ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจดี โควิดหาย มีการคลายล็อคดาวน์มากขึ้น คาดว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้แน่นอน

อุทัย อุทัยแสงสุข

สำหรับภาพรวมโครงการที่จะปล่อยสู่ตลาดในปีนี้นั้น อุทัยระบุว่า บริษัทได้มีการปรับลดจำนวนโครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้ลงจากต้นปีที่วางไว้ 18 โครงการ เหลือ 15 โครงการ รวมมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดคอนโดที่ไม่ค่อยดีนัก โดยในครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ อณาสิริ ภูเก็ต, สิริ เพลส ประชาอุทิศ 90 และสิริ เพลส พระราม 5

อุทัยระบุว่า ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 16,900 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและมิกซ์โปรดักต์ 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.43 หมื่นล้านบาท และคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 2.6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ กุญแจหลักสำคัญที่จะผลักดันแสนสิริบรรลุเป้าหมายยอดขาย 3.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ มาจากการโฟกัสโครงการแนวราบเป็น Strategic Flagship ควบคู่ไปกับการรักษายอดขายและยอดโอนโครงการคอนโด

โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังมีแผนโอนคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่อีก 4 โครงการใหม่ ได้แก่ เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต, เดอะ เบส สะพานใหม่, XT เอกมัย และ La Habana หัวหิน เป็นต้น

เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต

เรามองว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยวิเคราะห์จากดีมานด์ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และจากเทรนด์อยู่อาศัยที่คนไทยต้องการมีบ้าน 2 หลัง ทั้งคอนโดที่อยู่ในเมือง เพื่อการเดินทางทำงานที่สะดวก ขณะที่ยังมีความต้องการบ้านชานเมืองเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีความปลอดภัยมากกว่า

นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปของพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในรูปแบบ Work From Home ที่ทำให้ดีมานด์ของบ้านแนวราบเพิ่มสูงขึ้น จากการมองหาบ้านที่มีพื้นที่กว้างขึ้น เพื่อจะได้มีพื้นที่ส่วนตัวในการทำงานที่บ้าน

ขณะที่กลุ่มลูกค้าบางกลุ่มเริ่มมองหาบ้านหลังใหญ่ที่สามารถ Social Distancing ได้ หรือต้องการแยกครอบครัวออกจากครอบครัวใหญ่เพื่อจะได้มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มองหาบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเป็นบ้านหลังแรกเพิ่มขึ้นในปัจจุบันอีกด้วย

นอกจากนี้ แสนสิริมองว่า ดีมานด์ที่อยู่อาศัยในตลาดต่างชาติจะกลับมา โดยความสำเร็จในการสร้างยอดขายอันดับ 1 ในตลาดต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เรามองเห็นดีมานด์ความต้องการจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่จะมองหาบ้านหลังที่สองในประเทศที่มีความปลอดภัยและมีระบบสาธารณสุขที่ดี

ทั้งนี้ จากการรับมือที่ดีในสถานการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ทั่วโลกเล็งเห็นถึงความแข็งแกร่งของประเทศไทยในการรับมือ ซึ่งไทยยังเป็นประเทศฟื้นตัวจากโควิด-19 อันดับ 2 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย จาก 184 ประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับ Global COVID-19 Index

แสนสิริจึงมุ่งเจาะกลุ่มตลาดต่างชาติที่ต้องการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) ในรูปแบบบ้านหรือทาวน์โฮมอย่างเต็มที่ พร้อมมองหาโอกาสและช่องทางการเจาะตลาดในรูปแบบอื่นๆ จากการเห็นโอกาสทางการตลาด จากความสำเร็จในการขายโครงการบุราสิริ สันผีเสื้อ .เชียงใหม่ ในรูปแบบลีสโฮลด์ในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่จากแนวโน้มดีมานด์การเติบโตของตลาดแนวราบ แสนสิริจึงเปิดตัว Sansiri Housing Evolution ที่มุ่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในทุกความต้องการทุกเซกเมนต์ ทุกช่วงราคา ทุกโลเคชั่น โดยเราวางเป้ายอดขายแนวราบในปีนี้ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้ยอดขายของแสนสิริก้าวสู่  1.2 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 3 ปีอุทัยกล่าว

 

วางแนวราบเป็นฮีโร่

ด้าน อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรก โครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมของแสนสิริมียอดขายเป็นอันดับ 1 โดยปิดการขายไปถึง 13 โครงการ มูลค่ารวม 1.35 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลัง โครงการแนวราบจะเป็น Strategic Flagship ในการรุกตลาด เราจึงได้เตรียมเปิดโครงการแนวราบอีก 10 โครงการ แบ่งเป็น โครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ, บ้านเดี่ยวแบรนด์สราญสิริ 1 โครงการ ทาวน์โฮมและมิกซ์โปรดักส์ในเซกเมนต์ Medium และ Affordable ที่ได้รับการตอบรับสูง ในแบรนด์ อณาสิริ 4 โครงการ และสิริ เพลส 3 โครงการ

อาณัติ กิตติกุลเมธี

ในช่วงครึ่งปีหลัง แสนสิริได้กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจโครงการแนวราบด้วยการยกระดับแนวคิด ปรับและเปลี่ยนด้วยการปฏิวัติ 5 ด้าน ภายใต้ชื่อ Sansiri Housing Evolution บ้านมาตรฐานใหม่ที่เข้าใจและเข้าถึงทุกคน ซึ่งจะนับเป็นอีกครั้งในการเป็นผู้นำที่ก้าวเปลี่ยนและเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาฯ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยว และ Top 3 ในตลาดทาวน์โฮมภายใน 3 ปี ได้แก่

-Brand & Product มุ่งมั่นที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

-Design การปรับดีไซน์แบบบ้าน ตลอดจนปรับพื้นที่การใช้งานให้เป็นพื้นที่ Multi-Function สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คน

-Service Intelligent วางมาตรฐานการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคตรวมกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว

-Green Living มุ่งมั่นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการส่งเสริมให้ลูกบ้านสร้างพื้นที่สีเขียว

-Security System พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ด้วย LIV-24 เทคโนโลยีด้านการดูแลความปลอดภัยและจัดการระบบวิศวกรรมเต็มรูปแบบแห่งแรกของอสังหาฯในไทย

“Sansiri Housing Evolution ภายใต้แนวคิด Made for Life…Made for Everyone จะเริ่มเห็นในโครงการอณาสิริที่จะเปิด 5 โครงการ ตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้ และครอบคลุมในทุกโครงการตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมและ Customer Insight ที่เปลี่ยนไปได้

ทั้งยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ เข้าใกล้เป้ายอดขายแนวราบปีนี้ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเหลือเป้าหมายอีกเพียง 6,400 ล้านบาทเท่านั้น ที่จะก้าวสู่ยอดขายแนวราบ 18,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายใหม่ อันจะนำไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยว และ Top 3 ในตลาดทาวน์โฮมในเวลา 3 ปีอาณัติ กล่าวสรุป

 

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP