แผน 3 ปีของ 'เอสซี แอสเสท' ขยายฐานลุยตลาดแนวราบระดับกลางถึงล่าง ติดสปริงบอร์ดโตปีละ 20% - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • แผน 3 ปีของ ‘เอสซี แอสเสท’ ขยายฐานลุยตลาดแนวราบระดับกลางถึงล่าง ติดสปริงบอร์ดโตปีละ 20%

แผน 3 ปีของ ‘เอสซี แอสเสท’ ขยายฐานลุยตลาดแนวราบระดับกลางถึงล่าง ติดสปริงบอร์ดโตปีละ 20%

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

เอสซี แอสเสท มีฐานตลาดสำคัญในกลุ่มลูกค้าระดับบนมาตลอด โดยส่วนใหญ่จะเน้นบ้านเดี่ยวราคา 8 ล้านบาทขึ้นไปจนครองมาร์เก็ตแชร์ 20% ในตลาดบ้านหรูราคาสูงกว่า 20 ล้านบาท

แต่เอสซีฯ เริ่มปรับทิศทางใหม่โดยชิมลางมาตั้งแต่ส่งบ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาทแบรนด์ “เพฟ” ลงมาฟาดฟันเมื่อปี 2558 รวมถึงปีที่ผ่านมา เอสซีฯ เติมทาวน์เฮาส์แบรนด์ “เวิร์ฟ” เข้ามาในพอร์ต โดยเป็นทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท

ปีนี้ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จึงมีแบรนด์ในพอร์ตครบทุกกลุ่มราคาพอที่จะขยายฐานตลาดใหม่อย่างเต็มกำลังเพื่อตอบสนองอุปสงค์ในตลาดกลางถึงล่างนี้ โดยซีอีโอหนุ่มขยายแนวความคิดว่า ในช่วง 3 ปี (2561-63) พอร์ตรายได้ของบริษัทจะมีที่มาจากโครงการแนวราบ 65% คอนโดมิเนียม 30% และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เช่น ออฟฟิศบิลดิ้ง 5%

ในกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบนั้น กลุ่มซัพพลายหลักที่บริษัทพัฒนาจะเปลี่ยนแปลงไป จากปัจจุบันเป็นบ้านราคามากกว่า 20 ล้านบาท สัดส่วน 40% ของพอร์ต

ในปี 2563 เอสซีฯ จะมีฐานใหญ่ของโครงการแนวราบจากโครงการราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท สัดส่วน 30% และราคา 5-8 ล้านบาท สัดส่วน 20% โดยลดสัดส่วนบ้านหรูราคามากกว่า 20 ล้านบาทจะลดเหลือ 25% และอีก 25% นั้นจะยังคงพัฒนาบ้านราคา 8-20 ล้านบาทเช่นเดิม

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ซีอีโอ เอสซี แอสเสท นำเสนอแผนการปรับพอร์ตกลุ่มราคาโครงการแนวราบของบริษัท เปรียบเทียบระหว่างปี 2561 กับ 2563

อีกทั้งจะเริ่มขยายตัวออกจากโซนถนัดคือกรุงเทพฯ ตะวันตก มาเป็นโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกให้มากขึ้นตามการเจริญเติบโตของเมือง รวมถึงเริ่มออกต่างจังหวัด เริ่มจากปีนี้ที่จังหวัดฉะเชิงเทราจะเปิดตัวแบรนด์เพฟ 2 โครงการ

ส่วนกลุ่มโครงการแนวสูง ปีที่ผ่านมาเอสซีฯ ประกาศจัดตั้งบริษัทลูกในนาม บริษัท สโคป จำกัด โดยเอสซีฯ ถือหุ้น 90% ส่วนอีก 10% ถือโดย มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ และได้มืออาชีพด้านการบริหารโครงการอสังหาฯ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ มาเป็นซีอีโอ บริษัทวางแผนให้ทั้งเอสซีฯ และสโคปพัฒนาคอนโดฯ ในรอบ 3 ปีนี้รวมกัน 11 โครงการ แบ่งสัดส่วนจำนวนโครงการของแต่ละบริษัทราว 50:50

ณัฐพงศ์แจกแจงว่า สโคปเกิดขึ้นเพื่อเป็นทีมใหม่ในการพัฒนาคอนโดฯ คอนเซปท์ใหม่ ให้ยงยุทธเป็นแม่ทัพการออกแบบ การขาย การตลาดอย่างเต็มที่ในทุกกลุ่มราคาตั้งแต่ 7 หมื่นบาท/ตร.ม. จนถึงกลุ่มซูเปอร์ ลักชัวรี และจะแตกแบรนด์ใหม่ๆ ออกมาไม่ซ้ำกับแบรนด์ของเอสซีฯ เดิม โดยเอสซีฯ เป็นผู้สนับสนุนด้านทีมก่อสร้าง ทั้งนี้ การพัฒนาจะไม่ทับซ้อนดึงลูกค้ากลุ่มเดียวกันเอง

“สโคปพัฒนาได้ทุกเซ็กเมนต์ แต่คาแรกเตอร์จะต่างกับของเอสซีฯ ซึ่งมีคาแรกเตอร์แบบ ‘อบอุ่น’ ทางสโคปจะดีไซน์ให้มีความ ‘ซิ่ง’ มากขึ้น” ซีอีโอเอสซี แอสเสทอธิบายเพิ่มเติมว่าสโคปจะพัฒนาแปลงแรกคือที่ดินหลังสวนเนื้อที่ 2 ไร่ 80 ตร.ว. เยื้องโรงเรียนมาแตร์เดอี คาดว่าจะเปิดตัวได้ต้นปี 2562

แผนการปรับตัวเหล่านี้ของเอสซี แอสเสทมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันยอดขายและรายได้ให้เติบโตปีละ 20% จากปี 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 1.7 หมื่นล้านบาท และเป้ารายได้ 1.7 หมื่นล้านบาท ปี 2563 ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท และเป้ารายได้ 2.2 หมื่นล้านบาท

แผนการเติบโตของเอสซี แอสเสท ระยะ 3 ปี (2561-63)

 

ปี 2561 ลงทุนโครงการใหญ่ที่ดินร้อยไร่

สำหรับปี 2561 ณัฐพงศ์กล่าวว่าเอสซี แอสเสทจะเปิดตัวรวม 19 โครงการ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 17 โครงการ มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท และคอนโดฯ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท

โครงการแนวราบปีนี้บริษัทจะเปิดตัวแบรนด์เพฟและเวิร์ฟเป็นหลักสัดส่วน 50% ของทั้งหมด และจะมีกลยุทธ์ใหม่ พัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ 2 ทำเลซึ่งเป็นโครงการระยะยาวพัฒนาต่อเนื่องได้ 6-8 ปี ได้แก่

  1. ทำเลบางกะดี เนื้อที่ 240 ไร่ แบ่งเป็นโครงการย่อย 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท ราคาที่อยู่อาศัยเริ่มต้น 2 ล้านบาท
  2. ทำเลกรุงเทพกรีฑา เนื้อที่ 115 ไร่ แบ่งเป็นโครงการย่อย 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท ราคาที่อยู่อาศัยเริ่มต้น 3 ล้านบาท

“การซื้อที่ดินขนาดเล็กมีข้อดีที่ความเสี่ยงต่ำและคืนทุนได้เร็ว แต่การซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วทยอยพัฒนาอาจจะลงทุนสูง ได้ return ช้า แต่เมื่อพัฒนาจนถึงปีที่ 3-4 เราจะเริ่มคุ้มค่า เพราะจะได้เปรียบในการแข่งขันจากส่วนต่างราคาที่ดินที่เราซื้อในราคาเดิม” ณัฐพงศ์กล่าว

ส่วนคอนโดฯ 2 โครงการที่จะเปิดตัว ได้แก่ เซ็นทริค รัชโยธิน ทำเล 150 เมตรจากสถานี BTS รัชโยธิน (ส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่) ราคาเริ่มต้น 3.7 ล้านบาท และ เดอะ เครสท์ สุขุมวิท 23 เตรียมเปิดขายช่วงไตรมาส 4/61 โดยยังไม่เปิดเผยราคา และมีที่ดินอีก 2 แปลงที่อ่อนนุชและหลังสวน (BTS ชิดลม) รอการพัฒนาในปีต่อไป

ช่วงปี 2561-63 เอสซีฯ และ สโคป บริษัทลูกแห่งใหม่จะร่วมกันพัฒนาคอนโดมิเนียมรวม 11 โครงการ โดยมีแปลงที่ดินพร้อมพัฒนาแล้ว 4 แปลง ที่รัชโยธิน สุขุมวิท 23 อ่อนนุช และหลังสวน
BACK TO TOP