เบน เตชะอุบล พร้อมเปิดตัวยิ่งใหญ่ 2 โรงแรมริมเจ้าพระยาเชื่อมั่นแบรนด์ระดับโลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • เบน เตชะอุบล พร้อมเปิดตัวยิ่งใหญ่ 2 โรงแรมริมเจ้าพระยาเชื่อมั่นแบรนด์ระดับโลก

เบน เตชะอุบล พร้อมเปิดตัวยิ่งใหญ่ 2 โรงแรมริมเจ้าพระยาเชื่อมั่นแบรนด์ระดับโลก

Forbes Thailand / Admin
08 Sep 2020 | 5:58 pm 1909

คันทรี่ กรุ๊ปฯ หรือ CGD พร้อมเปิดตัว 2 โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา “โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ” ในเดือนตุลาคม และ “โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เบน เตชะอุบล ย้ำสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง สถาบันการเงินพร้อมสนับสนุน ส่วนการดำเนินธุรกิจมีศักยภาพมุ่งเติบโต

เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (CGD) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพในการดำเนินงาน บริษัทฯจึงได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินเป็นอย่างดีเสมอมา โครงการเจ้าพระยา เอสเตท โครงการมิกส์ยูส บนพื้นที่ 35-2-68 ไร่ บริเวณด้านหน้าติดแม่น้ำเจ้าพระยาทอดยาวถึง 350 เมตร  มูลค่าโครงการ 32,000 ล้านบาทประกอบไปด้วย คอนโดโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ โดยโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ต้นปี 2563

ทั้งนี้ คอนโดโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มียอดขายไปแล้วประมาณร้อยละ 70  และมีมูลค่ายอดขายสูงที่สุดสำหรับคอนโดในกรุงเทพ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 บาทต่อตารางเมตร  คอนโดฯเริ่มทำการโอนกรรมสิทธิ์ห้องพักตั้งแต่ต้นปี 2563

“ถึงแม้จะเผชิญสถานการณ์โควิด-19 บริษัท สามารถดำเนินการโอนได้ตามแผน มียอดโอนไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะนี้มี Backlog ที่พร้อมจะรอโอนและรับรู้รายได้ได้ทันที อีกกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการคืนหนี้ค่าก่อสร้างทั้งหมดของโครงการเจ้าพระยาเอสเตททั้งหมดจำนวน 11,000 ล้านบาท สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ คอนโดโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีมูลค่าขายโครงการประมาณ 21,000 ล้านบาท” เบน กล่าว

สำหรับห้องพักที่เหลือมีมูลค่าอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯเปิดขายห้องพักที่เหลือที่ล้วนตั้งอยู่ในทำเลพรีเมี่ยมของผังอาคารและมีประเภทห้องพักหลากหลายตั้งแต่ 1–5 ห้องนอนและห้องเพนท์เฮ้าส์ไว้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ซึ่งมีความต้องการจากลูกค้าสูงและได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ผลักดันราคาขายเฉลี่ยทั้งโครงการขึ้นไปที่ 320,000 บาทต่อตารางเมตร ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่ากลุ่มลูกค้าของการเป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ

ส่วนความคืบหน้าของโรงแรมทั้งสองแห่ง ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้เปิดจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่รวมถึงการประชุมและกรุ๊ปไพรเวท ตั้งแต่มกราคม 63 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“ทั้งสองโรงแรมมีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมีนาคม 63 ที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของโควิด-19 จึงชะลอการเปิดตัว อย่างไรก็ตามขณะนี้ CGD พร้อมอย่างเต็มที่ เตรียมประกาศการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ในเดือนตุลาคมนี้ และโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนพฤศจิกายน 63”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CGD กล่าวอีกว่า แม้โรงแรมยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าบริษัทฯและแบรนด์โรงแรมระดับโลก ทำให้ทั้งสองโรงแรมมียอดจองงานเลี้ยงล่วงหน้าประมาณ 50 งาน มียอดจองร้านอาหารและห้องพักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง จะทำให้ยอดการเข้าพักในโรงแรมเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจุดเด่นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดของโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ มาตรฐานระดับโลก

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ให้บริการห้องพักในรูปแบบวิลล่าและห้องสวีท รวมทั้งสิ้น 101 ห้อง ทุกห้องสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่มีอะไรขวางกั้น ภายในครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยเหนือระดับ และสมบูรณ์แบบด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคาเพลลา ทั้งการออกแบบตกแต่งและการบริการที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน ตามปรัชญา Pied à terre (ที่พักที่ตั้งอยู่บนทำเลที่สวยที่สุดใจกลางเมือง แต่มีความเงียบสงบเป็นส่วนตัว) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของสายน้ำ “เจ้าพระยา” รวมถึงวิถีชีวิตริมแม่น้ำ “เจริญกรุง” ย่านสร้างสรรค์ (Creative District) แลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ

CGD มีศักยภาพที่แข็งแกร่งและสถานบันการเงินพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เริ่มเทิร์นอะราวด์ได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2563  โดย กลุ่มบริษัทมีกําไรสุทธิทั้งสิ้น 544.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 438.03 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 411.66 จากกําไรสุทธิจํานวน 106.41 ล้านบาท ของไตรมาสเดียวกันของปี 2562 ขณะที่รายได้รวมสําหรับงวด 6 เดือนของปี 2563 มีจํานวน 1,114.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 629.37 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 129.78 จากจํานวน 484.95 ล้านบาท ของงวดเดียวกันของปี 2562

 

BACK TO TOP