อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เปิดเกมรุก Ho Chi Minh City - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Marketing
  • News
  • Property >
  • อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เปิดเกมรุก Ho Chi Minh City

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เปิดเกมรุก Ho Chi Minh City

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทยเดินหน้าขยายสาขาแฟรนไชส์ในเวียดนาม ชิงส่วนแบ่งตลาด 5.5 พันล้านเหรียญ รับโอกาสภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตต่อเนื่องช่วง 5 ปีเฉลี่ย 10.7% พร้อมประกาศเป้าหมายปักหมุดเพิ่มอีก 6 สาขาภายในปี 2563

หลังการนำทัพอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทายาทรุ่น 2 ของผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายการเป็นหนึ่งในใจตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

ในอาเซียนยังมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านไม่มาก โดยเฉพาะถ้านำเสนอสินค้าแบบครบครันในลักษณะ stand alone พื้นที่ 5,000 ตารางเมตรแบบเรายังไม่มี รวมถึงการออกแบบของเรามีความเป็นโมเดิร์น ซึ่งเข้าได้กับทุกกลุ่มกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ Forbes Thailand เมื่อหลายปีก่อน ด้วยความมั่นใจในโอกาสขยายธุรกิจนอกพรมแดน

ภายใต้แผนการดำเนินงานรุกตลาดต่างประเทศทั้งรูปแบบร้านค้าปลีกผ่านระบบแฟรนไชส์และตัวแทนจำหน่าย รับจ้างผลิตขายสินค้าผ่านตัวแทน และงานโครงการ ซึ่งบริษัทมุ่งดำเนินการร่วมกับคู่ค้าเดิมในประเทศ พร้อมเปิดรับโอกาสในการขยายสาขาใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และพัฒนาการดำเนินการร่วมกันในการบริหารงานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคง

สำหรับการแสวงหาคู่ค้าต่างประเทศในช่วงแรกจะมุ่งเน้นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาคและธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เป็นต้น เนื่องจากโมเดลการให้สิทธิแฟรนไชส์แก่พาร์ทเนอร์ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญการทำาตลาดในประเทศช่วยให้บริษัทไม่ต้องใช้เงินลงทุน และสามารถกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นที่มีศักยภาพหรือแนวโน้มการเติบโตที่ดีได้มากขึ้น

นอกจากนั้น บริษัทยังสามารถยกระดับสินค้าอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นสินค้าระดับโกลบอลแบรนด์ ซึ่งปัจจัยหลักในการพิจารณาเลือกคู่ค้า ได้แก่ แนวทางในการดำเนินธุรกิจจะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท ความมั่นคงทางด้านการเงิน และความเข้าใจตลาดเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละประเทศ

 

โอกาสเคาะประตูที่เวียดนาม

ในปัจจุบันอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สามารถวางรากฐานธุรกิจในประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ในฐานะผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้ 4 แบรนด์หลักครอบคลุมลูกค้าทุกระดับ ได้แก่ Index Living Mall, Trend Design, Bo Concept และ MOMENTOUS พร้อมทั้งผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 43% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 202 ล้านบาท เป็น 290 ล้านบาท และรายได้ 4.87 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

นอกเหนือจากการขยายสาขาในประเทศ ได้แก่ Index Living Mall และ Index Furniture Center ทั้งหมด 37 สาขา ครอบคลุมกว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย รวมถึงเป็นผู้ให้บริการธุรกิจให้เช่าและบริการพื้นที่เช่าแบรนด์ The Walk, Little Walk และ Index Mall จำนวน 9 สาขา กฤษชนกยังเดินหน้าขยายแฟรนไชส์ในต่างประเทศรวม 16 สาขา ได้แก่ อินโดนีเซีย เนปาล มัลดีฟส์ สปป.ลาว กัมพูชา ปากีสถาน และเมียนมา รวมถึงตลาดเวียดนามเป็นประเทศล่าสุด

ภาพจำลองอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาในเวียดนาม

ปัจจุบันชาวเวียดนามเปิดรับเฟอร์นิเจอร์หลากหลายสไตล์ เช่น สแกนดิเนเวียน, คอนเทมโพรารี่ (ร่วมสมัย) ฯลฯ และเน้นฟังก์ชันที่สามารถใช้งานได้จริงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

ขณะที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์เป็นหนึ่งในแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในเวียดนาม โดยมีสินค้าให้เลือกหลากหลายประเภท อาทิ ชุดห้องนอน ชุดลิฟวิ่งรูม ชุดครัว ชุดโต๊ะรับประทานอาหาร ตลอดจนโซฟาและที่นอน ฯลฯ จึงมั่นใจว่าการขยายแฟรนไชส์ในเวียดนามจะเป็นหนึ่งในตลาดต่างประเทศที่มียอดขายสินค้าเติบโตได้ดีกฤษชนกกล่าวถึงการรุกตลาดในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจะส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ในต่างประเทศและภาพรวมยอดขายของบริษัท

สำหรับการขยายสาขาในเวียดนามจะเป็นการให้สิทธิแฟรนไชส์กับ VI Furniture Joint Stock Company บริษัทย่อยของ Vietnam Investment Group (VI Group) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และได้ทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์เข้ามาบริหารธุรกิจ โดยได้มีการเปิดบริการศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สาขาแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีนี้บนพื้นที่ 990 ตารางเมตรของถนน Nguyen Thi Minh Khai ใน Ho Chi Minh City ซึ่งเป็นถนนสายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคมยังมีแผนเปิดให้บริการสาขาที่ 2 อย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ 800 ตารางเมตรใน Ho Chi Minh City พร้อมทั้งเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายการเปิดสาขาให้บริการเป็น 6 สาขาภายในปี 2563 ด้วยขนาดพื้นที่สาขาประมาณ 600-1,000 ตารางเมตรในทำเลที่มีศักยภาพ เช่น แหล่งช็อปปิ้งและย่านการค้า

การขยายแฟรนไชส์ในเวียดนาม บริษัทจะมีรายได้จาก 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมสิทธิในการขาย และกำไรจากการขายสินค้าให้แก่แฟรนไชส์ โดยการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ในเวียดนามน่าจะได้รับการตอบรับที่ดี และสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง รวมถึงเป็นตัวเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการตกแต่งที่อยู่อาศัยของคนเวียดนามได้เป็นอย่างดี

ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรย้ำถึงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศเวียดนามที่มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 6-7% และจำนวนประชากรกว่า 96 ล้านคน หรือเกือบ 27 ล้านครัวเรือน ซึ่งสัดส่วนประชากรส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาว ทั้งยังมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2,551 เหรียญต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจ

ขณะที่ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ในเวียดนามจะได้รับปัจจัยบวกจากภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 10.7% ด้วยมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5.5 พันล้านเหรียญ โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางและพรีเมียมที่ขยายตัวได้ดี พร้อมทั้งแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า แม้อาจจะชะลอความร้อนแรงบ้าง แต่ยังคงมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความต้องการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เพื่อการตกแต่งและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รายงานจำนวนประชากรในภูมิภาคอาเซียนจากการคาดการณ์ของ Asean Up ระบุตัวเลขการเติบโตจาก 634.5 ล้านคนในปี 2560 เป็น 785 ล้านคนในปี 2593 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ประมาณ 0.6% ต่อปี ซึ่งการเติบโตของประชากรในภูมิภาคหลักมาจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเฉพาะเวียดนามที่มีประชากรราว 92.7 ล้านคน แต่มีอัตราการขยายตัวความเป็นเมือง 34% ซึ่งยังมีช่องว่างในการเติบโตของสังคมเมืองสูง เช่นเดียวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้ของครัวเรือน กำลังซื้อ และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลักดันและขับเคลื่อนสังคม รวมถึงเศรษฐกิจสู่ทิศทางที่ยั่งยืนในอนาคต

ภายใต้ความท้าทายในสมรภูมิธุรกิจ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ พร้อมรับการแข่งขันด้วยอาวุธที่ได้รับการเสริมทัพจากตลาดทุนในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งแผนขยายสาขา Index Living Mall 3 สาขาภายในปี 2563 การลงทุนร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก (COCO) Winner Furniture Center เพื่อกระจายทำเลเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น การขยายช่องทางขายสินค้าเฟอร์นิเจอร์สั่งตัด Younique ที่มีจุดเด่นในการใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในกระบวนการออกแบบและผลิตสินค้า รวมถึงการมุ่งเน้นลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้วยโครงการลงทุนติดตั้ง solar rooftop ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานและแผนลงทุนโครงการอื่นๆ เช่น ปรับปรุงอาคารร้าน Index Living Mall การลงทุนพัฒนาระบบไอที เป็นต้น

 

ภาพ: นัทธ์ชนัน เพชรดี


คลิกอ่านเรื่องราวทางธุรกิจที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2562 ได้ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP