ออริจิ้น ปี 65 เผยยอดขายทะลุ 4.1 หมื่นล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท - Forbes Thailand

ออริจิ้น ปี 65 เผยยอดขายทะลุ 4.1 หมื่นล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

FORBES THAILAND / ADMIN
16 Jan 2023 | 02:09 PM
READ 875

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กวาดยอดขายบ้านและคอนโดกว่า 41,026 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายทั้งปี 117% และเติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 36% ชูจุดแกร่งมีสินค้าตอบโจทย์ทุกเซ็กเมนต์ราคาและไลฟ์สไตล์ กระจายตัวเสิร์ฟผู้บริโภคหลากทำเล แย้มทิศทางปี 2566 กระจายตัวบุกทำเลใหม่เพิ่มเติม พร้อมบุกหัวเมืองต่างจังหวัดนอก เขตอีอีซี เป็นครั้งแรก



    พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยถึง ยอดขาย (Presales) โครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทตลอดทั้งปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 41,026 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ที่ 35,000 ล้านบาท และเติบโตจากปี 2564 ถึง 36%

    ถือเป็นยอดขายที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (All Time High) โดยแบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 27% ซึ่งยังคงทำยอดขาย All Time High ต่อเนื่องตามแผน และกลุ่มคอนโดมิเนียม 73% เมื่อแบ่งตามสถานะโครงการ มีสัดส่วนยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ประมาณ 53% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) อีกราว 47%

    “ยอดขายที่เกิดขึ้น มาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และความแข็งแกร่งของเราใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.มีสินค้าหลากหลายแบรนด์ตอบโจทย์ทุกเซ็กเมนต์ราคา 2.มีสินค้าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต 3.มีสินค้าทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมกระจายตัวในหลากทำเล

    ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ค่อยๆ คลี่คลาย และบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยฟื้นตัวจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา” พีระพงศ์ กล่าว

    ทั้งนี้ กลุ่มโครงการที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คือกลุ่มโครงการที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่อย่างกลุ่มคอนโดมิเนียมตอบโจทย์ลูกค้า Startup เช่น ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ นนทบุรี สเตชั่น (Origin Plug & Play Nonthaburi Station) ที่มีบริการและฟังก์ชันตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจ Startup และใกล้สำนักงานต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ราชการนนทบุรี และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ฯ)

    กลุ่มคอนโดมิเนียมสำหรับ Pet Lover เช่น ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ สิรินธร สเตชั่น (Origin Plug & Play Sirindhorn) ที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทั้งคนและสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งขนาดห้องแบบ Duo Space เพดานสูง 4.2 เมตร

    กลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว (Investment Property Program) ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลงทุน เช่น บริกซ์ตัน แคมปัส บางแสน (Brixton Campus Bangsaen) ที่ใกล้สถานศึกษา

    นอกจากนี้ กลุ่มโครงการระดับลักชัวรี เช่น โซ ออริจิ้น เกษตร อินเตอร์เชนจ์ (So Origin Kaset Interchange) และ โซ ออริจิ้น พหล 69 (So Origin Phahol 69) และโครงการที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ เช่น พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ (Park Origin Thonglor) ตลอดจนกลุ่มโครงการในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน การกลับมาจัดอีเวนท์ขายที่อยู่อาศัยแบบ On-site ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยสร้างยอดขายให้แก่บริษัทเพิ่มขึ้น หลังจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ช่องทางการขายหลัก คือช่องทางออนไลน์

    พีระพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2566 นั้น ยังมีสัญญาณบวกจากรอบด้าน อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นกว่าปี 2565 เป็นเท่าตัว

    สถานการณ์กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศฟื้นตัว GDP ของประเทศที่อาจเติบโต 3-5% ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัย ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    จากสถานการณ์ดังกล่าว ออริจิ้น จึงมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 20% มีไฮไลต์สำคัญ คือการบุกเข้าสู่ทำเลใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไปมาก่อนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ตลอดจนตลาดหัวเมืองท่องเที่ยวนอกเหนือจากแถบ EEC ด้วย

    พร้อมกันนี้จะยังคงรักษาสถานะเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับคน Gen Y และ Gen Z คู่ขนานไปกับการตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ คาดว่าจะเปิดเผยภาพรวมแผนธุรกิจของทั้งเครือได้อย่างเป็นทางการในช่วงปลายไตรมาส 1/2566



    สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย
    1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 121 โครงการ (ณ สิ้นปี 2565)

    2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก

    3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์

    4.ธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) กลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร


อ่านเพิ่มเติม: MQDC ทุ่ม 2 หมื่นล้าน เร่งเครื่องสร้าง "ทาวน์ เซ็นเตอร์" ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine