อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มแกร่งขยายแหล่งรายได้ใหม่ เล็งผุดมิกซ์ยูสร่วมกับบีทีเอส - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มแกร่งขยายแหล่งรายได้ใหม่ เล็งผุดมิกซ์ยูสร่วมกับบีทีเอส

อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มแกร่งขยายแหล่งรายได้ใหม่ เล็งผุดมิกซ์ยูสร่วมกับบีทีเอส

Forbes Thailand / Admin
21 Feb 2020 | 4:12 pm 2853

อนันดาฯ ย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า เผยปีนี้มุ่งขยายแหล่งรายได้ใหม่ เตรียมลงทุนโครงการมิกซ์ยูสกับกลุ่มบีทีเอส และโครงการ Hospitality กับกลุ่มดุสิตธานี พร้อมส่งมอบ 7 คอนโดพร้อมอยู่ เล็งรับยอดโอนกว่า 22,000 ล้านบาท

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ต้องเผชิญกับความกังวลของผู้บริโภคที่วิตกกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่มีเงินก็ชะลอการซื้อ หากทำให้เห็นว่าตลาดไม่ได้แย่อย่างที่คิด กำลังซื้อก็จะฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองต้องหันมาดูดีมานด์ที่ยังมีอยู่ในตลาด และทำโครงการในทำเลที่ถนัด สิ่งสำคัญคือต้องบริหารงานก่อสร้างให้ดีและสต็อกที่เหมาะสม บริหารความเสี่ยงและพัฒนารูปแบบใหม่ให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาอสังหาฯ เผชิญวิกฤตมาหลายครั้ง และทุกครั้งก็ผ่านมาได้ เชื่อว่าครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

สำหรับอนันดาฯ ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ท้าทาย เพราะสถานการณ์เปลี่ยนยิ่งทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ภายใต้แนวคิด “Change The Plan Never The Goal” ยึดมั่นในเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งอนันดาฯ ยังคงให้ความสำคัญและเชื่อมั่นในกลยุทธ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทริเริ่มเป็นเจ้าแรกและดำเนินการมาโดยตลอด

ทั้งนี้ การขยายเครือข่ายของรถไฟฟ้าเป็น 221 สถานีในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอย่างอนันดาฯ ได้รับผลดีจากการขยายตัวนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังคงเจตนารมณ์ในการสร้างเมืองที่ดีพร้อมช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนเมืองเพื่อชีวิตที่ดีและลงตัว

ในปีนี้บริษัทมีแผนการเปิดตัวโครงการ ไอดีโอ พหลฯสะพานควาย อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย เพียง 0 เมตร บนที่ดินกว่า 5 ไร่  มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,356 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 8,500 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาวะตลาด นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับอีก 7 โครงการใหม่ ที่สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าได้ตลอดเวลาในกรณีที่สถานการณ์ตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้น

ชานนท์ กล่าวอีกว่า อนันดาฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด เป็นอย่างดี ตั้งแต่เริ่มร่วมทุนในปี 2013 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ โครงการเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรีชั้นนำของโลก กำลังจะแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการ 2 โครงการในปีนี้ คือ SOMERSET RAMA9 และ LYF SUKHUMVIT 8 ซึ่งจะมาช่วยเสริมให้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมออีกด้วย โดยอนันดาฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ปีละ 2 โครงการ 

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนขยายแหล่งรายได้ใหม่และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักด้วยการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูสครั้งแรกร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบีทีเอส บนที่ดินกว่า 200 ไร่ บริเวณหน้าโครงการธนาซิตี้ ติดถนนบางนาตราด โดยตั้งเป้าให้เป็นสมาร์ทซิตี้และ Technology & Innovation Hub เพื่อพลิกโฉมวงการที่อยู่อาศัยให้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง สำหรับกลุ่มดุสิตขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและพัฒนาร่วมกัน

บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 31,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการโอนในระยะ 3 ปีข้างหน้า และในส่วนของกระแสเงินสดของบริษัทก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย สิ้นสุดไตรมาสยังคงรักษาเงินสดที่มีมากกว่า 14,800 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์หลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการดำเนินงานในปีนี้ เพื่อผลักดันให้บริษัทขับเคลื่อนในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

กลยุทธ์เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของแผนธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรก คือ โครงการพร้อมเข้าอยู่ซึ่งมีกว่า 38 โครงการ ทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้านเดี่ยวบนทำเลศักยภาพ และทาวน์เฮาส์ในราคาสุดคุ้ม ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจากทางบริษัทได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษและราคาพิเศษในแต่ละโครงการ รวมถึงการที่ลูกค้าสามารถเข้าไปชมห้องจริง วิวจริง สถานที่จริงก่อนทำการตัดสินใจได้

และในปีนี้ บริษัทจะมีโครงการพร้อมเข้าอยู่ใหม่อีก 7 โครงการ ที่พร้อมจะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ของคนเมืองที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนที่สอง คือ กลยุทธ์การเปิดโครงการใหม่ เนื่องด้วยสถานการณ์ตลาดและสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขัน ทางบริษัทได้มีการปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ โดยเลือกเปิดโครงการที่มั่นใจว่าจะสามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ ในทุกมิติ ทั้งเรื่องทำเล สินค้า และราคา

โดยปีนี้ทางบริษัทได้วางแผนการเปิดโครงการใหม่ไว้ที่ 1 โครงการ คือ ไอดีโอ พหลฯสะพานควาย (ซึ่งเป็นโครงการที่มีการปรับเปลี่ยนจากโครงการไอดีโอ คิว พหลฯสะพานควาย เดิม) โดยบริษัทมั่นใจว่าโครงการนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี บนทำเล 0 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย และราคาเริ่มต้นเพียง 139,000 บาท/ตร.. ซึ่งจะเปิดให้จองช่วงกลางปี

แต่ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 7 โครงการ หากสถานการณ์มีการปรับเปลี่ยน มีปัจจัยเชิงบวกหรือแนวโน้มที่ดีขึ้น ทางบริษัทก็พร้อมที่จะเปิดโครงการเพิ่ม

กลยุทธ์เรื่องที่ 2 ในเรื่องของการวางกลยุทธ์และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ขององค์กร โดยยังคงเน้นจุดยืนที่เป็น Urban Living Solutions ผ่านแนวคิด URBAN HACK ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอวิธีคิด และการจัดกิจกรรมขององค์กร ทั้งเพื่อกลุ่มลูกค้าของอนันดาฯ และกลุ่ม GEN-C ที่ใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงการมองหาโซลูชันที่จะสามารถช่วยพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น

กลยุทธ์เรื่องที่ 3 ที่บริษัทให้ความสำคัญ คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนระหว่างลูกค้าและบริษัท โดยมีทีมงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด มีแนวทางนโยบาย พร้อมการวัดผลความพึงพอใจของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งแนวทางกลยุทธ์ทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว บริษัทเชื่อมั่นว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนบริษัทให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

แม้ว่าสภาวะตลาดจะมีความผันผวน แต่ก็ยังคงมีดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยเพียงแค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของลูกค้าที่จะเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ ซึ่งอนันดาฯ จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง เพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเป็นของตัวเองชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

 

อ่านเพิ่มเติม

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP