สิงห์ เอสเตท เผยแผน The Next Normal of Commercial - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • สิงห์ เอสเตท เผยแผน The Next Normal of Commercial

สิงห์ เอสเตท เผยแผน The Next Normal of Commercial

PR
PR News / PR NEWS
23 Jun 2020 | 6:00 pm 1229

สิงห์ เอสเตท เห็นโอกาสในธุรกิจคอมเมอร์เชียล จากผลกระทบโควิด-19 วางกลยุทธ์ The Next Normal of Commercial เติมความพร้อมธุรกิจรอบด้าน เพื่อสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์ Five Agile Developments เรื่อง Tool, Target, Business, Process และ Unite เพิ่มประสิทธิภาพ ใส่ใจคุณภาพชีวิต สร้างพื้นที่ Hygienic & Flexibility ชูการพัฒนาด้านนวัตกรรม และสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ขณะที่การดำเนินงานครึ่งปีแรก บริษัทสามารถบริหารจัดการทั้งภายในและร่วมกับพันธมิตรทั้งหมด พร้อมเดินหน้าในครึ่งปีหลัง คาดสร้างรายได้ตามเป้าตั้งแต่ต้นปี

สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใส่ใจในคุณภาพและมุ่งสร้างคุณค่าให้ชีวิต นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงธุรกิจอาคารสำนักงาน (Commercial) ของบริษัทว่า ขณะนี้หลายคนพูดถึง New Normal ในธุรกิจต่างๆ ซึ่งสิงห์ เอสเตท ก็ให้ความสำคัญเช่นกัน แต่เราจะพยายามมองข้ามไปอีกก้าวหนึ่ง หรือการมองไปถึง The Next Normal of Commercial มากกว่า โดยเรามองว่า ธุรกิจนี้จะแข่งขันกันเพิ่มขึ้นในด้านการใหับริการที่ครบถ้วน การดูแลด้านสุขอนามัย ฟังก์ชั่นของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยืดหยุ่น ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พื้นที่ใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยน หรือออกแบบเองได้

“ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยปัจจุบันผ่านมาแล้ว 5 เดือน ทุกธุรกิจยังต้องคอยปรับตัวอยู่ตลอด และที่สำคัญต้องมีการวางแผนในระยะยาวเพื่อรับมือกับพฤติกรรม และการใช้ชีวิตในอนาคตที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยสิงห์ เอสเตท มองไปถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานคู่ขนาน ร่วมกับการพัฒนาแผนงานเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ ซึ่งธุรกิจอาคารสำนักงานเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก และบริษัทได้วางกลยุทธ์ Five Agile Developments เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของธุรกิจ”  นริศเผย

สิงห์ เอสเตท

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Five Agile Developments ประกอบด้วย

  • Agile Tool Development คือ การพัฒนาเครื่องมือ และระบบของอาคาร เช่น ระบบดูแลด้านสุขอนามัยของอาคารแบบครบวงจร การเพิ่มระบบต่างๆ เพื่อรองรับการใช้ชีวิต และการทำงานให้สะดวกขึ้น (Cloud system management, E-Tax/Revenue, Intelligent parking, Delivery platform and Cashless society) เพื่อให้สอดรับกับสังคม Social distancing
  • Agile Target Development คือ การปรับ ขยายตลาดเป้าหมาย รวมถึงเครื่องมือใหม่ๆ ในการรองรับลูกค้าทั้งรายใหญ่ และรายย่อย โดยนอกจากบริการดูแลสุขอนามัยแบบครบวงจรแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น การสร้างพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุน สำหรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย การให้บริการ Flexibility space, Ready to move in office, Co separate working space รวมไปถึง Island pod หรือพื้นที่ทำงานย่อยส่วนบุคคล
  • Agile Business Development คือ การพัฒนา มองหาการเพิ่มบริการ และช่องทางธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว โดยเน้นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นหลัก
  • Agile Process Development คือ ยกระดับการดำเนินงานด้วยเครื่องมือที่ช่วยลดระยะเวลา นำนวัตกรรมและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด รวมถึงการพัฒนาบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ ให้มีการอัพเดทเทรนด์ และความรู้อยู่ตลอดเวลา
  • Agile Unite Development คือ การมองในภาพรวม การสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกัน พัฒนาเครื่องมือในการสนับสนุน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งเจ้าของอาคารและผู้เช่า หรือระหว่างผู้เช่าด้วยกัน อาทิ Virtual market platform รวมถึงยังเพื่อสร้างสังคมที่ดีจากภายใน ไปถึงสังคมรอบข้าง นำไปสู่สังคมคุณภาพ และยั่งยืน

ปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 4 อาคารได้แก่ อาคารซันทาวเวอร์ส, อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, เดอะ ไลท์เฮ้าส์ และอาคารเมโทรโพลิศ พื้นที่รวม 140,000 ตารางเมตร มีอัตราปล่อยเช่าเฉลี่ยร้อยละ 87 โดยอีกหนึ่งก้าวสำคัญของธุรกิจอาคารสำนักงาน ของสิงห์ เอสเตท คือ ก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่ Hygienic & Flexibility ที่มีนวัตกรรมรองรับอย่างครบวงจร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

นริศ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการดำเนินงานของแต่ละโครงการด้วยว่า ธุรกิจอาคารสำนักงานของสิงห์ เอสเตท ยังดำเนินงานได้ตามแผน มีผลกระทบบ้างเล็กน้อยในส่วนของพื้นที่รีเทล ที่มีคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการ ซึ่งทางเรามีมาตรการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยที่อาคาร Suntowers – ลูกค้าส่วนมากเป็นรายใหญ่ อยู่กันมานาน และอยู่ในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบไม่มาก จึงทำให้โครงการได้รับผลกระทบน้อย

ส่วนอาคาร Singha Complex ก็เช่นกัน ลูกค้ารายใหญ่ได้รับผลกระทบน้อย และยังสามารถเพิ่มลูกค้าได้ด้วยในส่วนพื้นที่ๆ ยังว่างอยู่ จะมีผลกระทบก็คือลูกค้ารีเทลซึ่งทางอาคารก็มีมาตรการช่วยเหลือ โดยภาพรวมการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผน

ขณะที่อาคาร Metropolis เนื่องจากผู้เช่าเป็นกลุ่ม SME และ Start up ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบทางธุรกิจ และมีการขอหยุด หรือยกเลิกสัญญา ซี่งในจุดนี้ทางบริษัทมองเป็นโอกาสในการดำเนินกลยุทธ์ใหม่ในทันที เป็นจังหวะที่ดีภายหลังได้เข้าซื้ออาคารนี้มาเมื่อต้นปี ที่จะได้เดินหน้าปรับปรุงอาคารเพื่อให้พร้อมรองรับกับ Next Normal of Commercial ต่อไป โดยคาดว่าในปีนี้ธุรกิจอาคารสำนักงานของสิงห์ เอสเตท จะสร้างรายได้เป็นไปตามเป้า

อ่านเพิ่มเติม: “เชลล์” เดินหน้าขยายปั๊มตามแผนปีนี้ 57 แห่ง พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่รับ New Normal


ไม่พลาดบทความด้านธุรกิจ ติดตามได้ที่ Facebook: Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP