นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ รุกตีตลาดโครงการบิ๊กอสังหาฯ ตั้งเป้า ปี 2565 โกยยอดขาย 1,500 ล้านบาท - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ รุกตีตลาดโครงการบิ๊กอสังหาฯ ตั้งเป้า ปี 2565 โกยยอดขาย 1,500 ล้านบาท

นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ รุกตีตลาดโครงการบิ๊กอสังหาฯ ตั้งเป้า ปี 2565 โกยยอดขาย 1,500 ล้านบาท

Forbes Thailand / Admin
25 May 2022 | 3:54 pm 683

บางบอน พลาสติค กรุ๊ป เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ จำกัด ภายใต้คอนเซปต์ ครบเครื่องเรื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์พลาสติกก่อสร้าง เพื่อสะท้อนตราสินค้าผ่านชื่อบริษัทให้ผู้บริโภคเกิดการจดจำแบรนด์นาโนฯ พร้อมเดินเกมรุกเจาะกลุ่มเซกเมนต์ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์

บางบอน พลาสติค กรุ๊ป

ภัทร บุญญลักษม์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า “บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2529 ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่ใช้ในงานวิศวกรรม มุ่งเน้นการทำธุรกิจผลิตสินค้าสำเร็จรูปและชิ้นส่วนสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือที่เรียกว่า Original Equipment Manufacturer (OEM)”

โดยบริษัทได้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่มีคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่แบรนด์ชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ และในปี 2550 บริษัทได้ขยายฐานการผลิตเพิ่มเติมและก่อตั้งแบรนด์ นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าประเภท ท่อร้อยสายไฟ รางเก็บสายไฟ ตู้กันน้ำ กล่องกันน้ำ แผงไฟฟ้าพลาสติก ตู้คอนซูมเมอร์ สวิตซ์-เต้ารับ ฯลฯ ซึ่งได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลักที่ปรับเปลี่ยนไปมากยิ่งขึ้นจึงได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจากเดิม คือ บริษัท บางบอน พลาสติค กรุ๊ป จำกัด เป็น บริษัท นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ จำกัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซปต์ “ครบเครื่องเรื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์พลาสติกก่อสร้าง”

เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วไปรวมทั้งลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกิดการจดจำแบรนด์ นาโนฯ ได้ง่ายมากขึ้น และปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเซกเมนต์ ด้วยผลิตภัณฑ์และความสามารถในการผลิตของบริษัทเอง” ภัทรกล่าว

ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้วางแผนการตลาด เดินเกมรุกเจาะกลุ่มเซกเมนต์ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มที่ในปีนี้ โดยได้เตรียมขยายพื้นที่การผลิตสินค้าและโกดังสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 ตารางเมตร ทั้งเพิ่มกำลังการผลิตโดยสั่งซื้อเครื่องจักรที่มีคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมคิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท และเพิ่มทีมเจ้าหน้าที่บริหารงานขายโครงการที่มากด้วยประสบการณ์ รวมถึงเข้าเป็นพาร์ตเนอร์กับสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร (BSA), สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย (TEMCA) และช่องทางการประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์อื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มการโปรโมตและสร้างแบรนด์ดิ้งซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

บางบอน พลาสติค กรุ๊ป

สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม – เมษายน 2565) บริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมมากถึง 435 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พร้อมตั้งเป้าหมายทำรายได้ 1,500 ล้านบาทภายในปี 2565 โดยภาพรวม บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น อีกทั้งได้มีการพัฒนาระบบไอทีและระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มากยิ่งขึ้นทำให้บริษัทฯมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ ร้อยละ 70  จะมาจากกลุ่ม Traditional Trade ซึ่งเป็นร้านค้าชั้นนำในพื้นที่ต่างๆ ภายในประเทศที่เชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าและราคาที่สมเหตุสมผลของแบรนด์นาโนฯ และสัดส่วนร้อยละ 15 จะมาจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จากภาคเอกชนชั้นแนวหน้าที่มีชื่อเสียง อาทิ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน)บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน)บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน)บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จํากัด (มหาชน)บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน) และผู้พัฒนาอสังหาฯ รายอื่นๆ รวมถึงงานโครงการของภาครัฐอีกด้วย ส่วนรายได้อีกร้อยละ 10 ของบริษัทจะมาจากร้านค้าและผู้ประกอบการในต่างประเทศ และรายได้ส่วนสุดท้ายมาจากช่องทาง Modern Trade และแพลตฟอร์มออนไลน์

นอกจากนี้ บริษัท นาโน อิเลคทริค โปรดักส์ จำกัด ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ขององค์กรภาครัฐระดับประเทศอย่างการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งได้มีการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ (Business to Governance หรือ B2G) อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้การรับรองดังกล่าวยังเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้แก่คู่ค้า-ผู้บริโภคอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม: ตลาดฟื้น “โนเบิล” ทำพรีเซลไตรมาสแรกโต จับมือกลุ่มบีทีเอสเปิด “โนเบิล ครีเอท”


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่ เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP