Fast Retailing เผยผลประกอบการของกลุ่มบริษัทลดลง แม้ยอดขายในจีนจะเพิ่มสูงขึ้น - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Other >
  • Fast Retailing เผยผลประกอบการของกลุ่มบริษัทลดลง แม้ยอดขายในจีนจะเพิ่มสูงขึ้น

Fast Retailing เผยผลประกอบการของกลุ่มบริษัทลดลง แม้ยอดขายในจีนจะเพิ่มสูงขึ้น

Forbes Thailand / Admin
20 Jan 2021 | 6:30 pm 240

Fast Retailing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นจากญี่ปุ่น และบริษัทแม่ของ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดว่า รายได้ของกลุ่มธุรกิจ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 อยู่ที่ 5.96 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 0.6 ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวลงร้อยละ 0.7 อยู่ที่ 677 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ดี อัตรากำไรจากการดำเนินงานกลับมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ราวร้อยละ 23.3 อยู่ที่ 1.08 พันล้านเหรียญ ซึ่งได้รับอานิสงส์มาจากยอดขายในญี่ปุ่นและจีน

Fast Retailing
Tadashi Yanai ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Fast Retailing

แม้ในระยะแรกที่เกิดวิกฤตโรคระบาด  ร้านค้ากว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 738 แห่งในจีนของกลุ่มบริษัท Fast Retailing จำเป็นต้องปิดทำการจนกระทั่งถึงเดือนเมษายน 2020 แต่ปรากฎว่ายอดขายทางออนไลน์กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด ครองสถิติแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในแคมเปญวันคนโสดของของ Tmall เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จากประเทศจีน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5

และในโอกาสฉลอง 20 ปีแบรนด์  Uniqlo ยอดขายทางออนไลน์ของบริษัทก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 48.5 หรือราวร้อยละ 14.5 ของยอดขายทั้งหมด อันเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าประเภทสวมใส่สบายและคุณภาพดีที่เพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น การผสมผสาน “เทคโนโลยี Heattech” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเสื้อผ้าที่เพิ่มความอบอุ่นทว่าบางเบา เป็นต้น

“ปัจจุบัน ลูกค้าจำนวนมากนึกถึงแบรนด์ Uniqlo เป็นอันดับแรกเมื่อต้องการที่จะซื้อเสื้อผ้า ด้วยเหตุผลนี้เองจึงส่งผลต่อรายได้ของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น” Takeshi Okazaki ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าว

นอกจากธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นจะพยายามปรับตัวสู่คอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘LifeWear’ มาโดยตลอด โดยการออกสินค้าที่สอดรับกับการทำงานจากที่บ้านให้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับการปรับกลยุทธ์สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งในที่นี้ Tadashi Yanai ซีอีโอ Fast Retailing กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า “การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้เราหันกลับมาพิจารณารูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น” พร้อมเสริมว่า “แม้แต่การให้คุณค่ากับเสื้อผ้าก็เปลี่ยนแปลงไป จากการสวมใส่เพื่อความสวยงามหรือการบอกสถานะทางสังคม ก็แปรเปลี่ยนไปสู่การสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาสมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ในหลายไตรมาสที่ผ่านมา ผลประกอบการของ Fast Retailing มีทั้งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและลดลงมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดหน้าร้านในช่วงโควิด-19  โดยปัจจุบัน ทางบริษัทมีร้านค้าทั้งหมด 3,600 สาขา กระจายอยู่ใน 26 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป ซึ่งนอกจากแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Uniqlo แล้วก็ยังมี Theory, Helmut Lang และ J Brand อยู่ในพอร์ตฟอลิโอเช่นกัน

ทั้งนี้ จากการพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐ ประกอบกับการปิดสาขากว่าครึ่งตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2020 จนกระทั่งต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ สะท้อนให้เห็นได้ว่าอาจนำมาซึ่งการขาดทุนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เป็นจำนวนมาก

และล่าสุด ในเดือนมกราคม 2021 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดที่เพิ่มสูงขึ้นของโควิด-19  หลังผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุบสถิติเป็นเกือบ 8,000 คนต่อวัน ท่ามกลางการยืนยันว่าสามารถเดินหน้าจัดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2020 ได้ตามกำหนด 

โดยในที่นี้ Fast Retailings ประเมินว่าผลประกอบการใช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ในทำนองเดียวกันก็อาจได้รับอานิสงส์จากอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมคาดว่าหากการอนุมัติวัคซีนต้นโควิด-19 ดำเนินไปได้ด้วยดี ธุรกิจหน้าร้านก็อาจกลับมาเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งทาง Uniqlo ก็กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมที่จะกลับมาเปิดสาขาแห่งใหม่เร็วๆ นี้เช่นกัน

แปลและเรียบเรียงโดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค จากบทความ Japan’s Richest Person Sees Wealth Cross $41 Billion As Fashion Sales Rebound In Japan And China เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: 10 อันดับมหาเศรษฐีญี่ปุ่น ที่ร่ำรวยที่สุดประจำปี 2020

BACK TO TOP