BIS หุ้นไบโอเทคเปิดเทรดเหนือจอง 83% - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • BIS หุ้นไบโอเทคเปิดเทรดเหนือจอง 83%

BIS หุ้นไบโอเทคเปิดเทรดเหนือจอง 83%

หุ้นวัคซีนและยาสำหรับสัตว์รายแรก BIS เปิดเทรดที่ 11 บาทเหนือจอง 83.33% มั่นใจธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ชูยอดขายชุดตรวจโรคอหิวาห์ในสุกรปี 64 เติบโตกว่า 10 เท่า เตรียมขยายกิจการทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เริ่มขายอาหารสุนัข-แมว แบรนด์ Pedigree Cesar พร้อมผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์ขายปี 2567

สัตวแพทย์ ธนวัฒน์ คงเจริญสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS เปิดเผยว่า บริษัทเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เปิดตลาดที่ 11 บาท เพิ่มขึ้น 83.3% หรือ 5 บาทจากราคาจองซื้อที่ 6 บาท ด้วยความเชื่อมั่นในจุดเด่นด้านพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในการเป็นผู้นำเข้าวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ระดับโลกจากกลุ่มผู้ผลิตยาหลายกลุ่ม และมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงประสบการณ์การบริหารธุรกิจและความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาด้านสุขอนามัยของโลก เช่น การผลิตชุดตรวจโควิด-19 แบบ Real time PCR ซึ่งเป็นผู้ผลิตไทยรายแรกที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองมาตรฐาน และการผลิตชุดตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร หรือ ASF

นอกจากนั้น บริษัทยังอยู่ในธุรกิจด้านไบโอเทคซึ่งเป็น 1 ในอุตสาหกรรม New S-Curve ของรัฐบาล โดยกลุ่มอุตสาหกรรม ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์สัตว์ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีความสำคัญและมีมูลค่าสูง ดังนั้น บริษัทจึงมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปกับอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารสูงติดอันดับโลก

“ผมมีความมั่นใจ ว่าหุ้นไอพีโอ BIS จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี หลังจากได้รับความสนใจอย่างสูงในการโรดโชว์ และ จองซื้อหุ้น  โดยหลังจากระดมทุนแล้วกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะถือหุ้นรวมประมาณ 70% ซึ่งหุ้นเดิมของกลุ่มกรรมการและผู้บริหารติดไซเล้นท์พีเรียด (Silent period) ทั้งหมด หรือเท่ากับ 55% ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการกลต. โดยในปี 2564 BIS มีกำไรสุทธิเติบโตสูงเป็น 69 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 54 ล้านบาทในปี 2563 และ BIS มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 1.99 พันล้านบาท จากปี 2563 ที่มีรายได้รวม 1.78 พันล้านบาท แม้จะเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์โดยตรง”

สำหรับปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทประมาณ 80% มาจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1.2 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าการบริโภคในประเทศ) ในปี 2565 และประมาณ 20% ของรายได้มาจากธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงซึ่งมีการเติบโตสูง โดยบริษัทคาดการณ์จะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยเปิดเมือง ทำให้มีการบริโภคอาหารและเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้น และการส่งออกอาหารเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีรายได้จากชุดตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African swine fever : ASF) เติบโตเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากนโยบายการตรวจเชิงรุกของลูกค้าภาคเอกชนรายใหญ่ ฟาร์มรายใหญ่และรายย่อยในปี 2564 และคาดการณ์การเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์และสัตว์เลี้ยงซึ่งจะขยายตัวตามสภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัว โดยบริษัทได้เตรียมลงทุนเพื่อผลิตสินค้าแบรนด์ของบริษัท เพื่อเพิ่มรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินสำหรับสัตว์ (Nutrition Product) และลงทุนเพิ่มเติมในการพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ทดแทนการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ

นอกจากนั้น ในตลาดสัตว์เลี้ยง BIS ได้เซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารสุนัขระดับโลก แบรนด์ Pedigree และอาหารแมว แบรนด์ Cesar ให้กับกลุ่ม บริษัท มาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่มกราคมปีนี้ โดยมุ่งทำตลาดในกลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ และคลินิครักษาสัตว์ทั่วประเทศกว่า 1,000 แห่ง และคาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

“รายได้รวมน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น การเปิดเมืองช่วยเพิ่มการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์ ส่วนรายได้จากกลุ่มชุดตรวจโรคสัตว์คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเพราะมีความจำเป็นต่อฟาร์มปศุสัตว์ในการป้องกันการระบาดของโรค นอกจากนี้ BIS ยังได้ปัจจัยหนุนจากกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงซึ่งคาดว่ายอดขายแบรนด์ Pedigree และ Cesar จะทำให้ยอดขายกลุ่มสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างมีนัยยะ ซึ่งด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น ผู้บริหารตั้งเป้าว่ารายได้รวมน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2564 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20”

ทั้งนี้ กลุ่มไบโอซายน์ หรือ “BIS” เป็นเจ้าของแบรนด์เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์หลากหลายแบรนด์ โดยมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตนเองที่ได้มาตรฐานสากล บริษัทมีผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพสัตว์ครบวงจร  ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์รักษาและป้องกันโรคสำหรับสัตว์ (Animal Health Product) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินสำหรับสัตว์ (Nutrition Product) ผลิตภัณฑ์เพื่อการวินิจฉัยโรคสำหรับสัตว์ (Diagnostic Product)  ผลิตภัณฑ์อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับสัตว์ (Complete Feed Product) ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ (Ingredient Product) ผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยบริษัทฯ มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่จำนวนมากในอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารสูงติดอันดับโลก เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในครัวของโลก

อ่านเพิ่มเติม: นีลเส็นเผย 3 เทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP