5 เศรษฐีผู้ 'หลุด' จากทำเนียบ 'คนรวย' ที่สุดของไทยปี 2562 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Other >
  • 5 เศรษฐีผู้ ‘หลุด’ จากทำเนียบ ‘คนรวย’ ที่สุดของไทยปี 2562

5 เศรษฐีผู้ ‘หลุด’ จากทำเนียบ ‘คนรวย’ ที่สุดของไทยปี 2562

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
09 May 2019 | 10:30 am 4409

ทำเนียบคนรวยที่สุดของไทยจาก Forbes ที่จัดขึ้นทุกปีย่อมมีเศรษฐีที่ปรับอันดับขึ้นลง และบางคนก็อาจหลุดจาก 50 อันดับแรกด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงของเขาหรือเธอ

ปี 2562 นี้ ทำเนียบเศรษฐีไทยตัดเชือก 50 อันดับแรกกันที่ 565 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท (เศรษฐีอันดับที่ 50 ของปีนี้คือ วรวิทย์ วีรบวรพงศ์ แห่งสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมิคัลส์) ทำให้มีเศรษฐี 5 ท่านจากปี 2561 ที่หลุดออกจากลิสต์นี้ไป โดยส่วนใหญ่เกิดจากมาร์เก็ตแคปที่ลดลงของหุ้นบริษัท

อ่านประกอบ: 50 อันดับมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2562 จัดอันดับโดย Forbes

 

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์
เถ้าแก่น้อย
ธุรกิจ: อาหาร

(PHOTO CREDIT: Somchai Poomlard / Bangkok Post)

เศรษฐีผู้สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อสร้างตัว “ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย” เข้ามาติดทำเนียบคนรวยที่สุดของไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2560 และเมื่อปี 2561 เขาอยู่ในอันดับที่ 50 ของลิสต์เศรษฐีไทย อิทธิพัทธ์เคยเป็นหนี้ถึง 40 ล้านบาทก่อนจะล้างหนี้และกลายเป็นเศรษฐีหมื่นล้านด้วยอาณาจักร “สาหร่ายอบกรอบ” ภายใต้ชื่อ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN

อย่างไรก็ตาม มาร์เก็ตแคปของหุ้น TKN ลดลงไปในปีที่ผ่านมา โดย ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ได้ลดลงเหลือ 1.55 หมื่นล้านบาท จากสถิติสูงสุดที่ TKN เคยมีมาร์เก็ตแคปสูงถึง 2.88 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2561 อยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 8% แต่กำไรสุทธิที่ทำได้ 459 ล้านบาทนั้นลดลงถึง 24%

คำอธิบายของฝ่ายจัดการบริษัทที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า ช่วงปีที่ผ่านมารายได้ของบริษัทมีการเติบโตแต่ยอมรับว่าตลาดในประเทศได้รับผลกระทบเมื่อนักท่องเที่ยวจีนลดลงในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายนของปี 2561 ส่วนตลาดต่างประเทศมีปัญหาการผิดสัญญาของผู้แทนจำหน่ายรายหนึ่งในประเทศจีนซึ่งทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

กำไรที่ลดลง 2 ปีต่อเนื่องของเถ้าแก่น้อยซึ่งกดดันราคาหุ้นนั้น นักวิเคราะห์จาก บล.ไอร่า มองว่าปีนี้น่าจะกลับมาฟื้นตัวเพราะมีการเพิ่มผู้แทนจำหน่ายในเมือง Beijing และขยายตลาดไปสหรัฐฯ และปัญหาเรื่องผู้แทนจำหน่ายได้คลี่คลายลง ส่วน บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองในทิศทางเดียวกัน รวมถึงกล่าวถึงการขยายไลน์สินค้าเปิดร้านข้าวแกงกะหรี่ Hinoya ของบริษัทน่าจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้พอร์ตได้ดี

 

วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ
ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป
ธุรกิจ: อาหาร

(PHOTO CREDIT: ประกฤษณ์ จันทะวงษ์ / Post Today)

หนึ่งในผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู และอาหารสัตว์ เบอร์ต้นของเมืองไทย วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ เป็นผู้ก่อตั้ง บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป หรือ TFG ตั้งแต่ปี 2530 เริ่มจากการทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ จ.ลพบุรี เขาติดลิสต์เศรษฐีไทยครั้งแรกในปี 2560 และเมื่อปี 2561 เขาอยู่ในอันดับ 47

ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ในปีที่ผ่านมามีรายได้ 2.84 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า แต่กำไรสุทธิมูลค่า 645 ล้านบาทนั้นลดฮวบลงถึง 57% และมีมาร์เก็ตแคป ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ที่ 1.77 หมื่นล้านบาท

ปี 2561 เป็นปีที่ไทยฟู้ดส์เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ ด้วยตลาดในประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักมีกำลังซื้ออ่อนลง โดยเฉพาะเนื้อไก่ที่ราคาขายตกลง ท่ามกลางการแข่งขันสูงจากคู่แข่ง บริษัทได้หันไปเร่งขายสินค้าส่งออกทดแทนแต่เศรษฐกิจโลกก็ไม่เป็นใจเช่นกัน จนไทยฟู้ดส์ กรุ๊ปตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการเลย์ออฟพนักงานถึง 50% และลดการเช่าชั้นสำนักงานในตึกชินวัตร 3 จาก 3 ชั้นเหลือชั้นเดียว เพื่อช่วยพยุงบริษัทเอาไว้

 

ประณีตศิลป์ วัชรพล
บริษัท วัชรพล จำกัด
ธุรกิจ: สื่อ

(PHOTO CREDIT: Aree Thongboonrawd / Bangkok Post)

หนึ่งในบิ๊กเนมเจ้าของสื่อยักษ์ใหญ่ “ไทยรัฐ” ทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ คุณหญิงประณีตศิลป์ติดอันดับเศรษฐีไทยครั้งแรกเมื่อปี 2552 และเคยมีสินทรัพย์สูงสุด 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2558 ในขณะที่ปีที่ผ่านมาเธออยู่ในอันดับที่ 46 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้นก่อตั้งโดย กำพล วัชรพล สามีของเธอผู้จากไปในปี 2539 ปัจจุบัน บริษัท วัชรพล จำกัด ยังคงเป็นธุรกิจครอบครัว

จากความผันผวนในวงการสื่อเมื่อโลกยุคดิจิทัลดึงผู้อ่านและผู้ชมไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้นและทำให้ชิ้นเค้กค่าโฆษณาถูกแบ่งออกไป ไทยรัฐเป็นหนึ่งในสื่อที่ได้รับผลกระทบรายล่าสุด โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2561 เครือไทยรัฐได้ประกาศโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายลดพนักงาน 15% จากทั้งองค์กร

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ฝั่งช่องโทรทัศน์ไทยรัฐทีวีดูจะกระเตื้องขึ้นในแง่จำนวนผู้ชม จากเรตติ้งของช่องเมื่อปี 2560 ตามการสำรวจของนีลเส็น ช่องไทยรัฐทีวีมีเรตติ้งเฉลี่ย 0.265 อยู่ในอันดับที่ 9 ของฟรีทีวีทั้งหมด 25 ช่องในไทย แต่ปี 2561 ไทยรัฐทีวีขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 7 ด้วยเรตติ้งเฉลี่ย 0.410

 

สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์
ดู เดย์ ดรีม
ธุรกิจ: เครื่องสำอาง

เจ้าพ่อครีมเมือกหอยทาก “SnailWhite” ผู้ปั่นกระแสการตลาดจนการใช้ครีมที่ทำจากเมือกหอยทากเกาหลีไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสาวไทย สราวุฒินั้นเพิ่งเข้ามาติดทำเนียบคนรวยของไทยในอันดับที่ 45 เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เนื่องจาก บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD เพิ่งเข้าเทรดในตลาดหุ้นไปเมื่อเดือนธันวาคม 2560

แต่ดูเหมือนว่ามนต์ขลังของหุ้นเครื่องประทินโฉมจะลดลงไป เมื่อมาร์เก็ตแคปที่เคยสูงถึง 2.8 หมื่นล้านบาทของหุ้น DDD ลดลงเหลือเพียง 1 หมื่นล้านบาท ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 รายได้รวมของดู เดย์ ดรีม ลดเหลือ 1.3 พันล้านบาทในปี 2561 ปรับลดจากปีก่อนหน้า 23% กำไรสุทธิก็เช่นกัน ปรับลดลง 49% เหลือเพียง 181 ล้านบาท

ฝ่ายจัดการของบริษัทแจ้งบทวิเคราะห์และคำอธิบายกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า รายได้ปี 2561 ที่ลดลงเกิดจากปัญหาการส่งออกต่างประเทศในจีน บริษัทต้องมีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ตรงกับใบอนุญาตที่ได้รับจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศจีน ซึ่งทำให้การขายชะลอลง และตลาดในประเทศเองได้รับผลกระทบจากข่าวการกวาดล้างตลาดค้าส่งสินค้าบำรุงผิวที่ไม่ได้มาตรฐานเมื่อเดือนเมษายน 2561 ซึ่งทำให้ช่องทางขายสินค้าของบริษัทลดลงไปด้วย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของ SnailWhite ลดจำนวนลง

ทั้งนี้ สราวุฒิได้แจ้งแผนการฟื้นรายได้และกำไรของปีนี้แล้วว่า จะมีการบุกตลาดฟิลิปปินส์ต่อเนื่อง และรักษาระดับการขายในจีนกับฮ่องกงไม่ให้ตกลง รวมถึงการเปิดแบรนด์สินค้าใหม่อีกสองแบรนด์ช่วยฝ่ามรสุมของบริษัทจากปีที่ผ่านมา

 

สุวิน-ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ
บิวตี้ คอมมูนิตี้
ธุรกิจ: เครื่องสำอาง

สองสามีภรรยาแพทย์และพยาบาลผู้ผันตัวมาทำธุรกิจค้าขายเครื่องสำอาง จากร้านเล็กๆ ย่านสยามสแควร์มาเป็นเชนร้านค้า เช่น บิวตี้ บุฟเฟต์, บิวตี้ คอทเทจ ภายใต้ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2555 ทั้งคู่มีรายชื่อติดลิสต์เศรษฐีไทยครั้งแรกเมื่อปี 2561 ในอันดับที่ 40

เช่นเดียวกันกับดู เดย์ ดรีม หุ้น BEAUTY ได้รับผลกระทบสองต่อทั้งจากข่าวการกวาดล้างตลาดค้าส่งเครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐานและนักท่องเที่ยวจีนที่ลดจำนวนลง ทำให้รายได้ในปีที่ผ่านมาของบิวตี้ คอมมูนิตี้ลดลง 6% เหลือ 3.5 พันล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 19% เหลือ 992 ล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคป ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ของ BEAUTY ลดเหลือ 2.01 หมื่นล้านบาท จากที่เคยพุ่งไปสูงสุดถึง 6.25 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ สุวินยังมั่นใจว่าในระยะยาวบริษัทและสินค้าของเขาจะกลับมาฟื้นตัวเพราะมีเลขที่ อย. อย่างถูกต้อง ผู้บริโภคจึงน่าจะให้ความมั่นใจ ส่วนกลยุทธ์ปี 2562 ตลาดภายในประเทศจะเน้นการปรับปรุงร้านค้าให้ทันสมัย ส่วนตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน จะเน้นการทำงานร่วมกับผู้แทนจำหน่ายให้รุกตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์

 

แม้ว่าเศรษฐีไทยหลายท่านต้องหลุดจากทำเนียบไปในปีนี้ด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาเฉพาะตัวภายในอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่ทุกอุปสรรคสามารถก้าวข้ามได้และเราอาจได้เห็นชื่อของทั้ง 5 คนบนทำเนียบ Forbes อีกครั้งในปีต่อๆ ไป

BACK TO TOP