"ไทยประกันชีวิต" ประกาศความพร้อมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “ไทยประกันชีวิต” ประกาศความพร้อมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

“ไทยประกันชีวิต” ประกาศความพร้อมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

ครบรอบ 8 ทศวรรษ ไทยประกันชีวิต พร้อมยื่นไฟลิ่ง เตรียมขายไอพีโอระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของไทยประกันชีวิตมุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจโดย กลยุทธ์วางแผนการดำเนินงาน หรีอ Roadmap โดยในช่วงแรก จะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่มั่นคง ไทยประกันชีวิตจึงได้ปรับกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจทุกด้าน โดยกำหนด Business Purpose เป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล หรือ Life Solutions Provider

ช่วงที่สอง คือ การก้าวสู่อนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืน เตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจประกันชีวิต ด้วยการกำหนดกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data Driven Company ซึ่งไทยประกันชีวิตปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรมุ่งเน้นการเป็น Life Solutions Provider ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานแบบครบวงจร (End-to-end) จาก Big Data ฐานลูกค้าจำนวนกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้กว่า 4,500,000 กรมธรรม์ รวมทั้งความพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลผ่านการปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานแบบครบวงจรด้วยระบบดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับการดำเนินงานของบริษัท

นอกจากนั้น ไทยประกันชีวิตยังวาง กลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วยการพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิตที่กว่า 66,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนตัวแทนประกันชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางของพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น ธนาคาร บริษัทลิสซิ่งและเช่าซื้อ บริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค และจุดจำหน่ายต่างๆ ทำให้ไทยประกันชีวิตสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

ขณะเดียวกันยังมีการขายผลิตภัณฑ์ผ่านทางโทรศัพท์และขยายสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งสนใจโอกาสการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเมียนมา ซึ่งปัจจุบัน บริษัทเข้าสู่ตลาดประเทศเมียนมาผ่านการลงทุน ใน CB Life Insurance โดยสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของ CB Life Insurance

ส่วนกลยุทธ์สุดท้ายเป็น การยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกัน ด้วยการมุ่งพัฒนาการบริการที่มากกว่าการประกันชีวิต โดยเป็นบริษัทประกันชีวิตเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชันให้เป็น Interest-based Platform หรือแพลตฟอร์มการรวมกลุ่มของคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน และการมอบสิทธิเศษด้านต่างๆ ผ่าน “ไทยประกันชีวิต Privilege”

เงินทุนแกร่งพันธมิตรแน่น

สำหรับความแข็งแกร่งทางการเงิน เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานรอบระยะเวลา 9 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 ไทยประกันชีวิตมีรายได้รวม 7.56 หมื่นล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 1.3 และมีกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8.2 พันล้านบาท เติบโตจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 16.7  โดยมีจำนวนกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้มากกว่า 4,500,000 กรมธรรม์

ด้านผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554-2563 อยู่ที่ร้อยละ 4.3 ต่อปี ด้วยกลยุทธ์การจัดการที่สามารถบรรลุผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว โดยไทยประกันชีวิตสามารถรักษาประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจแม้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีการเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี

นอกจากนั้น บริษัทยังมีสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) อยู่ที่ร้อยละ 343 ซึ่งสูงกว่าอัตราที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. จะเข้ามาดูแลคือร้อยละ 120 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2564) รวมทั้ง ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A- (ระดับสากล) และ AAA (tha) (ระดับภายในประเทศ) โดยสถาบัน Fitch Ratings (ข้อมูลวันที่ 12 เมษายน 2564) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงิน

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญคือ บริษัท เมจิ ยาซูดะ ไลฟ์ อินชัวรันส์ จำกัด (MY) หนึ่งในบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดและดำเนินงานอย่างยาวนานในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีเครือข่ายทั้งในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน อินโดนีเซีย โปแลนด์ และประเทศไทย โดย MY ให้การสนับสนุนไทยประกันชีวิตในด้านต่างๆ เช่น การขยายตลาดองค์กรญี่ปุ่น (Japanese Worksite Marketing) การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และความชำนาญ รวมถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มตลาดใหม่จากความสัมพันธ์ทางธุรกิจระดับโลกของ MY

“หนึ่งในจุดแข็งที่แตกต่างและสำคัญของเรา คือ ไทยประกันชีวิตเป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็ง ด้วยจำนวนกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้กว่า 4,500,000 กรมธรรม์ ซึ่งสอดคล้องกับ Brand Purpose ของไทยประกันชีวิต ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความชื่นชอบ (Admired Brand) ได้รับความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ (Trusted Brand) และเป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคม (Inspire Brand)”

นำองค์กรสู่ความยั่งยืน

ไชย ย้ำความพร้อมการเสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านองค์กรเพื่อรองรับวิสัยทัศน์การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน โดยอยู่ระหว่างการขออนุญาตเพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยแผนเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 2,384,318,900 หุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 20.6 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทจำนวนไม่เกิน 1,000,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 8.6 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ และหุ้นสามัญที่ถือโดยผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนไม่เกิน 1,384,318,900 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 11.9 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

นอกจากนี้ ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ หากมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมด อาจมีการพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนจำนวนไม่เกิน 322,547,900 หุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 13.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ โดยเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ไทยประกันชีวิตจะนำไปลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) การทำการตลาด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตร รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุน

อ่านเพิ่มเติม: เจแอลแอล เผยการซื้อขายโรงแรมในไทยปี 64 มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้าน


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

 

BACK TO TOP