"โนโว นอร์ดิสค์" เร่งลงทุนธุรกิจยา ชิงโอกาสในไทยหลังโควิด - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “โนโว นอร์ดิสค์” เร่งลงทุนธุรกิจยา ชิงโอกาสในไทยหลังโควิด

“โนโว นอร์ดิสค์” เร่งลงทุนธุรกิจยา ชิงโอกาสในไทยหลังโควิด

“โนโว นอร์ดิสค์” ทุ่ม 300 ล้านลงทุนธุรกิจยา หลังวิกฤตโควิด หนุนรายได้เติบโตทุบสถิติกว่า 2,200 ล้านบาท ระบุเป็นโอกาสย้ำความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย สอดรับพฤติกรรมคนเปลี่ยนใส่ใจดูแลสุขภาพ มุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

จอห์น ดอว์เบอร์ รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การระบาดของโควิด 19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในอุตสาหกรรมยาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากการผนึกกำลังกันของรัฐบาลของแต่ละประเทศ อุตสาหกรรมยา และองค์การอนามัยโลก (WHO) ในการจัดการปัญหา การพัฒนาวัคซีนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงคุณค่าของอุตสาหกรรมยาที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยาต่อไปในระยะยาว

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ประเทศไทย  ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลา 35 ปี เห็นโอกาสและแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยาที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ได้วางแผนการลงทุนครั้งใหญ่ทั้งในระดับโลก รวมทั้งประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยในระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2564-2568) จะใช้งบลงทุนราว 300 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนายาตัวใหม่ในประเทศไทย

“สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย การสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยผ่านระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงความร่วมมือที่ดีระหว่างรัฐบาลกับภาคอุตสาหกรรมยา บริษัทจึงมองเป็นโอกาสที่ดีในการตัดสินใจลงทุนระยะยาวในประเทศไทย และจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมยาเติบโตได้ในภาพรวม” จอห์นกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา โนโว นอร์ดิสค์ เป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ในกลุ่มโรคเบาหวาน ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 55,000 ล้านบาทในประเทศไทย ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเบาหวาน 5-6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากกรรมพันธุ์และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ขณะที่ผู้มีปัญหาน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนมีจำนวนถึง 20 ล้านคน เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียนรองจากประเทศมาเลเซีย

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะลงทุนคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ครั้ง่นี้ จะเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยาโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก รวมถึงโรคอ้วนและโรคหายาก เช่น ฮีโมฟีเลีย และจะขยายธุรกิจยาในกลุ่มใหม่ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคตับ และไต ซึ่งการขยายธุรกิจใหม่ครั้งนี้จะช่วยสร้างการเติบโตให้บริษัทในสัดส่วนร้อยละ 15 ต่อปี

 

รายได้ทุบสถิติ 2,200 ล้านบาท

จอห์น กล่าวว่า ในช่วงการระบาดของโควิด 19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้โรงพยาบาลมีการสั่งซื้อยาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เพื่อเตรียมพร้อมให้เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะต้องเลื่อนนัดพบแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงสัมผัสโรคโควิด ทำให้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 มียอดสั่งยาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่มีความท้าทายจากระบบการขนส่งที่มีปัญหา ทำให้บริษัทต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อนำยามาส่งให้ถึงมือผู้ป่วยโดยเร็วที่สุด

“ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ที่มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างมากกว่าร้อยละ 50 ยาที่มีในสต๊อกก็ต่ำมาก ขณะที่ระบบขนส่งหลายประเทศมีปัญหา ทำให้เราต้องส่งสินค้าทางเครื่องบินจากประเทศหนึ่ง ไปอีกประเทศหนึ่ง กว่าจะถึงประเทศไทย แต่ถือเป็นโชคดีที่ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ป่วย และเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโครงการนำร่อง ที่ทำให้เราได้ถอดบทเรียนเพื่อการวางแผนบริหารจัดการที่ดีในอนาคต” จอห์นระบุ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตถึงร้อยละ 20 หรือมีรายได้รวม 2,200 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมา 35 ปี ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจหลักของบริษัท ร้อยละ 80 มาจากกลุ่มยาโรคเบาหวาน อีกร้อยละ 20 มาจากยาโรคอ้วน และธุรกิจชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งดูแลกลุ่มโรคหายาก (Rare Disease) เช่น ฮีโมฟีเลีย และความผิดปกติของการเจริญเติบโต เป็นต้น

ย้ำแผนสร้างการเติบโตระยะยาวในไทย

จอห์น กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับบริษัทครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งของไทย ระบบการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบบริการด้านสุขภาพที่ทั่วถึง และความคุ้มครองที่ครอบคลุมจากรัฐบาล ทำให้ประชาชนชาวไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีมากกว่าในประเทศอื่นๆ สามารถการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพเทียบเท่าประเทศตะวันตก และมองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โนโว นอร์ดิสค์ ประเทศไทย มีโอกาสเติบโตที่ดีในระยะยาว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในปี 2563 ที่ผ่านมา มาจากการยึดมั่นแนวทางการดำเนินธุรกิจใน 4 ด้าน (4P) ด้วยกัน ได้แก่ 1. การเป็นพันธมิตร (PARTNERSHIP) ทั้งกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงความสัมพันธ์ทางวิชาชีพที่ยอดเยี่ยมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ 2. ผลิตภัณฑ์ (PRODUCTS) การมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม 3. บุคลากร (PEOPLE) บริษัทมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยม ทั้งพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญ และทีมแพทย์ และ 4. แรงผลักดัน (PASSION) เพื่อนร่วมงานของโนโว นอร์ดิสค์ทุกคน มีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะดูแลชีวิตของผู้ป่วยชาวไทย

“ในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของพนักงานในการดูแลผู้ป่วย การนำยาไปส่งให้ถึงมือผู้ป่วย ผ่านการให้บริการจัดส่งยาถึงบ้านให้ผู้ป่วย (Home Delivery) เป็นตัวอย่างที่ดีของแรงผลักดันของบุคลากรของเรา นับเป็นเป็นความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่มาก ปัจจุบัน ยังคงมีบริการจัดส่งยาถึงบ้านเฉพาะในบางโรงพยาบาลและยังดำเนินการได้ดีอยู่ เช่น โรงพยาบาลตำรวจ” จอห์นกล่าว

นอกจากนี้ โนโว นอร์ดิสค์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านนโยบายต่างๆ ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสีเขียว โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 การใช้ไฟฟ้าภายในจะเป็นพลังงานสีเขียวทั้งหมด และจะมีการริเริ่มโครงการเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและผู้คนสังคมไทยอีกมากมายในอีก 3 ปีนับจากนี้

อ่านเพิ่มเติม: บลูบิค แนะองค์กรเร่งทำ “AI Transformation”


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine 

BACK TO TOP