เจริญอักษร ผู้อยู่เบื้องหลัง “CABB BANGKOK TAXI” พร้อมรุกตลาด - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • เจริญอักษร ผู้อยู่เบื้องหลัง “CABB BANGKOK TAXI” พร้อมรุกตลาด

เจริญอักษร ผู้อยู่เบื้องหลัง “CABB BANGKOK TAXI” พร้อมรุกตลาด

“CABB BANGKOK TAXI” ของกลุ่มเจริญอักษร กรุ๊พ ประกาศวิสัยทัศน์ครบรอบ 2 ปี เตรียมสยายปีกธุรกิจแท็กซี วีไอพี เพิ่มจำนวนรถเป็น 1,200 คัน ในปี 2567 ประกาศเปิดรับผู้ร่วมธุรกิจ พร้อมยกระดับสู่รถ EV และยานยนต์ไร้คนขับ เล็งขอลิขสิทธิ์ใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในอาเซียน

บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด ผู้ผลิตและดำเนินกิจการแท็กซี่วีไอพีสไตล์ลอนดอน “แค็บบ์ แบงค็อก แท็กซี่” (CABB Bangkok Taxi) บริการรถแท็กซี่สาธารณะระดับวีไอพี ที่มีคอนเซ็ปต์ว่า “แท็กซี่ส่วนตัวเพื่อคนกรุงเทพฯ” ฉลองการเปิดให้บริการดำเนินธุรกิจในเมืองไทยครบ 2 ปี หลังฝ่าวิกฤตโควิดที่ผ่านมาและมียอดเติบโตถึง 7 เท่า

ศฤงคาร สุทัศน์ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด กล่าวว่า บริษัทเริ่มเปิดดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของกลุ่มเจริญอักษร กรุ๊พ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มุ่งมั่นสร้างธุรกิจบริการรถแท็กซี แบบวีไอพีให้เกิดขึ้นเมืองไทย บริษัทจึงลงทุนอย่างระมัดระวัง ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ให้บริการประมาณ 400 คัน และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในบางช่วงเวลามีอัตราการเรียกรถเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า จากความสามารถในการให้บริการในปัจจุบัน

สำหรับธุรกิจของ เอเชีย แค็บ ประกอบด้วยการผลิตรถแท็กซี่ วีไอพี “CABB BANGKOK TAXI” ซึ่งบริษัทได้ลิขสิทธิ์ในการผลิตและประกอบรถแท็กซี่ วีไอพี สไตล์ลอนดอนของจีลี่ กรุ๊ป (Geely) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนผู้ถือลิขสิทธิแบรนด์ลอนดอน แท็กซี่ ประเทศอังกฤษ ธุรกิจให้บริการ CABB BANGKOK TAXI และ CABB แอปพลิเคชั่น ซึ่งในปีนี้จะแยกการบริหารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างการเติบโต

ก้าวสู่ผู้นำบริการแท็กซี่วีไอพี

ศฤงคาร กล่าวว่า วันนี้บริษัทพร้อมที่จะขยายบริการ CABB BANGKOK TAXI อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโต โดยในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้จะเพิ่มจำนวนรถเป็น 600 คัน และเพิ่มเป็น 1,200 คัน เพื่อให้บริการในปี 2567 โดยขณะนี้บริษัทเร่งเปิดรับพาร์ตเนอร์ “คนขับแค็บบ์” เพื่อผลักดันให้คนขับได้เป็นผู้ประกอบการ ร่วมสร้างรายได้ผ่านการเช่าขับ CABB Bangkok Taxi ซึ่งมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่สูงและมั่นคง

มีช่องทางหลากหลายในการรับงาน เช่น CABB Application, จุดบริการ CABB Counter Service ตามห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาล รวมถึงมีสายด่วนช่วยหาลูกค้าและแนะนำการให้บริการ ปัจจุบันรายได้ของผู้ขับแค็บบ์ เริ่มตั้งแต่ 900 บาท – สูงสุด 2,000 บาทต่อวัน

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด ได้จัดสร้างแอปพลิเคชัน ตัวใหม่ สำหรับใช้บริการรถแท็กซี่วีไอพี แค็บบ์ และ แท็กซี่พรีเมียมส่วนบุคคล (แท็กซี่ป้ายดำ) เพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายแก่ผู้โดยสาร

“ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับการพิจารณารับรองจากกรมการขนส่งทางบกตามกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นความสำเร็จในด้านการขยายการให้บริการสู่กลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” ศฤงคารกล่าว

นอกจากนี้ แค็บบ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถแท็กซี่เพื่ออนาคต (CABB EV) รวมไปถึงลงนามสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้รับจ้างประกอบและซัพพลายเออร์ในการผลิตรถ “CABB EV” หรือ “แท็กซี่วีไอพีพลังงานไฟฟ้า” เพื่อผลิตรถแท็กซี่ไฟฟ้าต้นแบบสัญชาติไทยคันแรก โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ภายในประเทศในปี 2566 และจำหน่ายในต่างประเทศที่ใช้พวงมาลัยขวา ภายในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 1,000 คันต่อปี

“โดยในปีหน้า บริษัทจะมีการระดมทุน Raise Fund โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำมาลงทุนและพัฒนาด้านรถแท็กซี่ EV และ แท็กซี่ไร้คนขับ (Autonomous driving) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่โลกแห่งอนาคต”

ศฤงคาร กล่าวว่า สำหรับปีนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เริ่มมีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนก.ค. 2565 ที่ผ่านมา และคาดว่าภายในปี 2566 หากแผนธุรกิจเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ธุรกิจจะถึงจุดคุ้มทุนและเริ่มมีกำไรในปีต่อไป

“จากวันแรกที่ แค็บบ์ ออกสตาร์ทบริการรับ-ส่งผู้โดยสาร พบว่า เรามีจำนวนเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เปิดให้บริการมา หลังจากผ่านช่วงวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2 ปีแรกมาแล้ว สถานการณ์เริ่มดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวไปข้างหน้า”

กลุ่มผู้โดยสารที่มีความต้องการรถแท็กซี่ที่มีความสะอาด ปลอดภัย และ มีมาตรฐานในการดูแลทรัพย์สินของผู้โดยสาร เราได้เล็งเห็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง ถือเป็นอุปสงค์ที่จับต้องได้และยั่งยืน กลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่ใช้ซ้ำและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยปัจจุบัน CABB มีรถแท็กซี่ วีไอพี สไตล์ลอนดอนให้บริการรับส่งผู้โดยสารกว่า 400 คัน และภายในไตรมาส 4 นี้จะเพิ่มบริการรับ-ส่งผู้โดยสารเต็มที่ 600 คัน บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถ CABB Bangkok Taxi วิ่งทั่วกรุงเทพและปริมณฑลรวม 1,200 คัน ภายในปี 2567 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณรถที่จะออกให้บริการมากยิ่งขึ้น เรามีแผนในการจัดหาและฝึกอบรมผู้เช่าขับขับรถเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมพร้อมในการให้บริการที่สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้า

สำหรับผู้เช่าขับนั้น บริษัทฯ ได้มีการจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้เช่าขับทุกคนเพื่อให้มีการรับรู้ถึงลักษณะของการเป็นผู้ให้บริการที่ดีและมีจิตใจในการให้บริการแก่ผู้โดยสาร พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เช่าขับแม้ในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยีแท็กซี่ไร้คนขับ (Autonomous driving) เข้ามา กลุ่มผู้เช่าขับเหล่านี้ก็ยังคงสามารถให้บริการแก่ผู้โดยสารในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวได้ต่อไป

ขณะนี้เราพร้อมเปิดรับพาร์ตเนอร์ “คนขับแค็บบ์” ผลักดันให้คนขับได้เป็นผู้ประกอบการ ร่วมสร้างรายได้ผ่านการเช่าขับ CABB Bangkok Taxi ซึ่งมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่สูงและมั่นคง มีช่องทางหลากหลายในการรับงาน เช่น CABB Application, จุดบริการ CABB Counter Service ตามห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาลชั้นนำ, สายด่วนช่วยหาลูกค้าและแนะนำการให้บริการ

สำหรับแผนการขยายธุรกิจในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด ได้จัดสร้างแอปพลิเคชัน ตัวใหม่ สำหรับใช้บริการรถแท็กซี่วีไอพี แค็บบ์ และ แท็กซี่พรีเมียมส่วนบุคคล (แท็กซี่ป้ายดำ) เพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายแก่ผู้โดยสาร

ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับการพิจารณารับรองจากกรมการขนส่งทางบกตามกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นความสำเร็จในด้านการขยายการให้บริการสู่กลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โดยอีกด้านของความสำเร็จของบริษัทฯ คือ ทาง แค็บบ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถแท็กซี่เพื่ออนาคต (CABB EV) รวมไปถึงลงนามสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้รับจ้างประกอบและซัพพลายเออร์ในการผลิตรถ “CABB EV” หรือ “แท็กซี่วีไอพีพลังงานไฟฟ้า” เพื่อผลิตรถแท็กซี่ไฟฟ้าต้นแบบสัญชาติไทยคันแรก โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ภายในประเทศในปี 2566 และจำหน่ายในต่างประเทศที่ใช้พวงมาลัยขวา ภายในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 1,000 คันต่อปี

สำหรับแผนในปีหน้า บริษัทจะมีการระดมทุน Raise Fund โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำมาลงทุนและพัฒนาด้านรถแท็กซี่ EV และ แท็กซี่ไร้คนขับ (Autonomous driving) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่โลกแห่งอนาคต

อ่านเพิ่มเติม: “The 1” เดินหน้าโซลูชันสำหรับธุรกิจ “The 1 for Business”


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP