"บีบีจีไอ" ขยับแนวรุกธุรกิจมูลค่าสูง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “บีบีจีไอ” ขยับแนวรุกธุรกิจมูลค่าสูง

“บีบีจีไอ” ขยับแนวรุกธุรกิจมูลค่าสูง

บีบีจีไอ เร่งเครื่องธุรกิจมูลค่าสูง (High Value) ครึ่งหลังปี 2565 จัดโรดโชว์สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ “บี เนเจอร์ พลัส” เตรียมปิดดีลตั้งโรงงานไบโอเทคใหญ่สุดในอาเซียน มูลค่า 1,000 – 2,000 ล้านบาท ทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจอนาคตภายใน 5 ปี

บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบางจากและน้ำตาลขอนแก่น เพื่อดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง หลังเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมีนาคม 2565 พร้อมวางเป้าหมายในการเป็นธุรกิจเปลี่ยนโลกที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมขยับแนวรุกอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวสู่เป้าหมายภายใน 5 ปี

กิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของบีบีจีไอในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมดำเนินธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง โดยกลุ่มแรก คือการขยายฐานจากธุรกิจไบโอดีเซล เอทานอล โดยเฉพาะกลีเซอรีนบริสุทธิ์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ที่จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ บริษัทได้มีการทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ภายใต้แบรนด์ “บี เนเจอร์ พลัส” ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ส่งเสริมการขายเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมขยายพันธมิตรช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ ที่ถึงแม้จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่มีศักยภาพ เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนน้ำมันหม้อแปลงแบบเดิมมาใช้น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพซึ่งมีอันตรายน้อยกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากเอทานอลบริสุทธิ์ ที่นำไปใช้ผลิตแอลกอฮอล์ สุรา น้ำยาบ้วนปาก เป็นต้น

เร่งเครื่องกลุ่มนิว เอส เคิร์ฟ

กิตติพงศ์ กล่าวว่า อีกกลุ่มที่บีบีจีไอจะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น คือกลุ่มไบโอเทค ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์นิว เอส เคิร์ฟ ที่จะสร้างการเติบโตใหม่ให้กับบริษัท โดยบีบีจีไอจะทำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในส่วนของต้นน้ำบริษัทได้ลงทุนใน Manus Bio Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมทุนกับบริษัท ไบโอม จำกัด ธุรกิจสตาร์ทอัพจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาเอนไซม์พิเศษ (Special Enzyme) และ Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) รวมทั้งจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศสิงคโปร์ บริษัท วิน อินกรีเดียนส์ สิงคโปร์ ไพรเวท ลิมิเต็ด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพและสนับสนุนด้านเทคนิคและการค้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการร่วมทุนจะเริ่มทยอยวางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

“อีกส่วนที่สำคัญ คือกลุ่มกลางน้ำ นั่นคือโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอเทค ที่จะผลักดันให้เกิดการทรานส์ฟอร์มโปรดักส์ ไฮ แวลูมากขึ้น ซึ่งกระบวนการในส่วนนี้มีความซับซ้อน เป็นองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเราอยากให้มีการตั้งโรงงานในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในปีนี้ และจะเป็นโรงงานไบโอเทคแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1,000 – 2,000 ล้านบาท หากสำเร็จจะสนับสนุนการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืนในอนาคต”

โรงงานไบโอเทคแห่งนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แผนการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่ธุรกิจแห่งอนาคต ภายใน 5 ปี ธุรกิจนี้จะสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 และมีการเติบโตสูง ซึ่งไม่ใช่แค่องค์กรได้ประโยชน์ แต่ประเทศจะได้ด้วย รวมไปถึงการพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพยังเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจุบันธุรกิจหลักของบีบีจีไอ ยังเป็นกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ ไบโอดีเซล และเอทานอล ซึ่ง กิตติพงศ์ ยอมรับว่าปีนี้ค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่อิงกับนโยบายภาครัฐ เมื่อภาครัฐมีนโยบายปรับลดการใช้ไบโอดีเซล ปริมาณการใช้ก็ลดลงด้วย ส่วนเอทานอลมีราคาถูกกว่า เป็นทางเลือกที่ดี หากภาครัฐส่งเสริมจะได้ทั้งเงินอุดหนุนเข้ากองทุนและภาษี จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้

“ในภาวะที่ราคาพลังงานในตลาดโลกมีราคาสูง เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้น และทุกองค์กรต้องปรับตัว รับสถานการณ์ในขณะนี้ ยังมองว่าเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นทางเลือกที่ดีของประเทศในสถานการณ์ขณะนี้ รวมไปถึงในระยะยาวหากต้องการลดพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้ เราต้องมองหาพลังงานทางเลือกมากขึ้น”

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานของบีบีจีไอในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยไตรมาสแรกบริษัทมีกำไร 130 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 36 ขณะที่มีรายได้ 3,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 แบ่งเป็นรายได้จากเอทานอล 987 ล้านบาท ไบโอดีเซล 2,752 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลัง จะเริ่มเห็นรายได้ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นจากการขยายฐานธุรกิจในกลุ่มมูลค่าเพิ่มสูง และกลุ่มนิว เอส เคิร์ฟ จะช่วยให้ผลการดำเนินงานของบีบีจีไอเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อ่านเพิ่มเติม: “สภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย” นำทัพนักธุรกิจฝรั่งเศสขยับลงทุนไทย


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP