30 ปี Ford ในไทย จากฐานการผลิตระดับโลก สู่การเติบโตไปพร้อมคนไทย

30 ปี Ford ในไทย จากฐานการผลิตระดับโลก สู่การเติบโตไปพร้อมคนไทย

    อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายช่วง ตั้งแต่การเติบโตของฐานการผลิตเพื่อการส่งออก การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทกับรถยนต์มากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้

ฟอร์ด คือ หนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างประเทศไทย ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

    เส้นทางของฟอร์ดในประเทศไทยค่อยๆ เติบโตและขยายบทบาทออกไปในหลายมิติ ตั้งแต่การลงทุนและสร้างฐานการผลิต การส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปทั่วโลก การสร้างงานและสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ลูกค้า คอมมูนิตี้ และการทำงานร่วมกับชุมชน


จากฐานการผลิตในไทย สู่ตลาดทั่วโลก

    หนึ่งในรากฐานสำคัญของการเติบโตของฟอร์ดในประเทศไทย คือ บทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ของฟอร์ด โดยฟอร์ดลงทุนในประเทศไทยสะสมแล้วกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.33 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (Ford Thailand Manufacturing: FTM) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AutoAlliance Thailand: AAT) เป็นสองฐานการผลิตหลักของฟอร์ดในประเทศไทย โดยทั้งสองโรงงานผลิตและส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปยังตลาดทั่วโลกกว่า 3.3 ล้านคัน ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด

    จากฐานการผลิตในประเทศไทย Ford Ranger ถูกส่งออกไปกว่า 130 ประเทศ ขณะที่ Ford Everest ส่งออกไปกว่า 110 ประเทศ สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานการผลิตระดับโลกของคนไทย รวมถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของฟอร์ด


    ผลจากการลงทุนยังมีส่วนสนับสนุนการสร้างงานอีกนับหมื่นตำแหน่ง ตั้งแต่เครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ ผู้ผลิตชิ้นส่วน พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคส่วนอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์

    ความสำคัญของประเทศไทยยังสะท้อนผ่านการลงทุนระยะยาว โดยในเดือนมกราคม 2569 ฟอร์ดได้เข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงาน FTM เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและศักยภาพของฐานการผลิตในระยะยาว นับเป็นอีกก้าวที่สะท้อนความเชื่อมั่นของฟอร์ดต่อประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์

​​จากรถเพื่อการใช้งาน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย

    นอกจากการลงทุนและการผลิต ฟอร์ดยังให้ความสำคัญกับการพัฒนารถให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของลูกค้าชาวไทยที่เปลี่ยนไป ทั้งในกลุ่ม SME และองค์กรธุรกิจ ครอบครัว ตลอดจนผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางและการผจญภัย


    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถกระบะตอนครึ่ง หรือ Open Cab ด้วยการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนพลิกโฉมและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะไทย รวมถึงการเปิดตัว เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูง เพื่อตอบรับความต้องการและรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายขึ้น

    ฟอร์ดยังพัฒนารถอย่างต่อเนื่องทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ และความสะดวกสบาย โดยมี Ford Ranger และ Ford Everest เป็นสองรุ่นสำคัญที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกกลุ่ม


​    สำหรับตลาด PPV ฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับตลาดไทย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์รุ่นย่อยระดับพรีเมียม นำโดย Everest Platinum ที่ผสานดีไซน์และความสะดวกสบายระดับพรีเมียมเข้ากับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูงและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด

    ที่น่าสนใจ คือ บทบาทของประเทศไทยยังขยายจากการเป็นฐานการผลิต ไปสู่การเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของฟอร์ด โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวระดับโลกของ Ford Ranger Raptor เจเนอเรชันแรก และ Ford Ranger Super Duty รุ่น 4 ประตู ตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของฟอร์ด

    ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน


จากวันส่งมอบ สู่ประสบการณ์ตลอดการเป็นเจ้าของรถ

    เมื่อรถเหล่านี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทั้งการทำงานและชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ระหว่างฟอร์ดกับลูกค้าก็ไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ส่งมอบรถ แต่ต่อเนื่องไปตลอดการใช้งาน เพราะฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในทุกช่วง ภายใต้แนวคิดดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ครอบคลุมตั้งแต่งานขาย บริการหลังการขาย การบริหารจัดการอะไหล่ ไปจนถึงบริการดิจิทัล

    ในแต่ละปี ฟอร์ดพร้อมลงทุนบริการหลังการขายเพื่อยกระดับประสบการณ์การขายและบริการ ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน


​    ขณะเดียวกัน ฟอร์ดยังพัฒนามาตรฐานบริการหลังการขายผ่านการลงทุนด้านบุคลากร กระบวนการ การบริหารจัดการอะไหล่ และนวัตกรรมด้านงานบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การดูแลรถและการเข้ารับบริการสะดวกขึ้น ปัจจุบัน Ford app มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 คน สามารถเข้าถึงข้อมูลรถ การบำรุงรักษา และการเช็กระยะผ่านแอป ขณะที่การใช้งานระบบนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26% ต่อปี

    การพัฒนาประสบการณ์ด้านบริการมีส่วนสนับสนุนให้อัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้า หรือ Retention Rate เฉลี่ยอยู่ที่ 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลสำรวจ Service Customer Experience Index หรือ Service CXI ประจำปี 2026 ของ Differential จัดให้ฟอร์ดอยู่ในกลุ่มแบรนด์ที่มีคะแนนความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายอันดับ 2


​จากผู้ใช้รถ สู่คอมมูนิตี้ที่มีความชื่นชอบร่วมกัน

    ความสัมพันธ์ระหว่างฟอร์ดกับลูกค้ายังเติบโตผ่านความชื่นชอบ ประสบการณ์ และกิจกรรมที่มีร่วมกัน จนเกิดเป็นเครือข่ายคลับและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้ฟอร์ดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเครือข่ายคลับและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้ฟอร์ดมากกว่า 50 กลุ่มทั่วประเทศไทย

    ฟอร์ดสนับสนุนความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้เหล่านี้ผ่านประสบการณ์และกิจกรรมสำหรับเจ้าของรถ ไม่ว่าจะเป็น King of Tough, Raptor Track Experience การเข้าร่วมกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตต่างๆ ทริปสำหรับลูกค้า และกิจกรรมเพื่อชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้ใช้รถได้พบปะ เชื่อมโยง และแบ่งปันประสบการณ์จากความชื่นชอบด้านการขับขี่และการผจญภัยร่วมกัน โดยเฉพาะมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของวัฒนธรรมฟอร์ด เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสมรรถนะของรถในสถานการณ์จริงแล้ว แต่ยังถ่ายทอดแนวคิด ‘ฟอร์ด เกิดมาแกร่ง’ ผ่านประสบการณ์ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสและพิสูจน์ความ ‘แกร่งตัวจริง’ ได้ด้วยตนเอง

    สำหรับฟอร์ด สนามแข่งยังเปรียบเสมือนสนามทดสอบที่ช่วยพิสูจน์ขีดความสามารถ ความทนทาน และวิศวกรรมของรถในสภาวะที่ท้าทาย ขณะเดียวกันองค์ความรู้และบทเรียนจากการแข่งขันยังถูกนำกลับมาต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ เพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะ ความมั่นใจ และประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าในชีวิตจริง

    ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทีม Ford Thailand Racing คว้าชัยชนะระดับแชมป์มาแล้ว 31 ถ้วยรางวัลชนะเลิศ ทั้งในรุ่นการแข่งขันและประเภท Overall พร้อมขึ้นโพเดียมอีกหลายครั้งจากการแข่งขันทั้งทางเรียบและออฟโรด อีกทั้งทีมยังเข้าร่วมรายการสำคัญทั้งในประเทศไทยและระดับเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น Thailand Super Series, Thailand Rally Raid Championship และ Asia Cross Country Rally ขณะเดียวกัน ฟอร์ดยังมอบประสบการณ์ด้านสมรรถนะผ่านกิจกรรมอย่าง Raptor Track Experience และกิจกรรมสำหรับเจ้าของรถฟอร์ด เพื่อถ่ายทอดดีเอ็นเอของ Ford Racing ให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น



​สร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้ชุมชน

    นอกเหนือจากการสร้างประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้รถแล้ว ฟอร์ดยังเชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจควรดำเนินไปพร้อมกับการสร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน จึงขยายการทำงานไปสู่ชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับ Ford Philanthropy ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และขับเคลื่อนผ่านโครงการ Ford Building Together แพลตฟอร์มเพื่อสังคมระดับโลกของบริษัท โดยรวมพลังพนักงานจิตอาสา พันธมิตรผู้จำหน่าย และองค์กรในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ


​    ภายใต้การสนับสนุนของ Ford Philanthropy ฟอร์ดได้จับมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 22 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนโครงการเพื่อชุมชนกว่า 135 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การพัฒนาชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิต

    หนึ่งในนั้นคือการจัดตั้งศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน หรือ Ford Community Center (FCC) เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน รวมถึงเปิดโอกาสด้านการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาสังคม

    ขณะเดียวกัน พนักงานฟอร์ดยังเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงผ่านกิจกกรม Ford Global Caring Month ที่จัดเป็นประจำทุกปี สะท้อนการมีส่วนร่วมของพนักงานในการขับเคลื่อนงานเพื่อชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  

    ตลอดเส้นทาง 30 ปี ฟอร์ดได้เติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับประเทศไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การเป็นฐานการผลิตระดับโลก การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับลูกค้าชาวไทย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้และการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นรากฐานสำคัญในการเดินหน้าสู่อนาคต โดยฟอร์ดยังคงรับฟังลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไป พร้อมสร้างคุณค่าให้ประเทศไทยต่อไป