BMW เปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ ส่งรถไฟฟ้า 100% รุ่น i7 ราคาคันละ 6.999 ล้าน ชิงส่วนแบ่งตลาด EV ระดับพรีเมียม

BMW เปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ ส่งรถไฟฟ้า 100% รุ่น i7 ราคาคันละ 6.999 ล้าน ชิงส่วนแบ่งตลาด EV ระดับพรีเมียม

BMW เปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ ชูเทคโนโลยี Neue Klasse เสริมแกร่งตลาดรถหรู ไฮไลต์เด่นคือรถรุ่น i7 พลังไฟฟ้าล้วน 100% เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม โดยราคาขายสำหรับรถสี single tone อยู่ที่คันละ 6.999 ล้านบาท ส่วนสี two tone ราคาคันละ 7.599 ล้านบาท มีขายแบบจำกัดแค่ 12 คัน


    บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย (BMW) เปิดตัวรถยนต์ซีดานหรูระดับแฟลกชิปที่นำเทคโนโลยีและแนวคิดการออกแบบจากเจเนอเรชัน Neue Klasse มายกระดับทั้งรูปลักษณ์และประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร พร้อมทำตลาดให้กับรถ BMW ซีรีส์ 7 รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่น ครอบคลุมระบบขับเคลื่อนแบบ EV รถไฟฟ้าล้วน 100%, ปลั๊กอินไฮบริด รวมถึงดีเซล mild hybrid เพื่อรองรับความต้องการกลุ่มลูกค้ารถหรูที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ท่ามกลางการแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความสะดวกสบาย และสมรรถนะควบคู่

    คริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “นี่เป็นโอกาสสำคัญที่ BMW ได้นำเสนอมรดกทางศิลปะอันทรงคุณค่าตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับก้าวต่อไปของยนตรกรรมซีดานระดับแฟลกชิปอย่าง BMW ซีรีส์ 7 ใหม่ โดยรถรุ่น i7 50 xDrive M Sport ที่มีให้เลือกทั้งแบบ single tone และ two tone จะผลิตออกมาจำหน่ายแบบจำกัดจำนวนเพียง 12 คันเท่านั้น"

    ทั้งนี้ ในฐานะที่ BMW เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมที่เน้นการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงในปริมาณไม่มาก และเป็นแบรนด์ที่มีความเฉพาะตัวในตลาด (niche premium brand) ดังนั้นในเรื่องของการจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอนาคตทางแบรนด์อยากให้ภาครัฐมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนรถยนต์ที่บริษัทสามารถนำเข้าได้จริงภายใต้ระบบโควตา เพื่อให้บริษัทสามารถประเมินผลกระทบและวางแผนการนำเข้า การผลิต และการดำเนินธุรกิจในปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

​

​คริส จู​

​

ครอบคลุม 3 ขุมพลัง ตอบโจทย์ลูกค้ารถหรูหลายกลุ่ม

    สำหรับ BMW ซีรีส์ 7 ใหม่ พร้อมทำตลาดในไทย 3 รุ่นหลัก ดังนี้

    - BMW i7 50 xDrive M Sport รถยนต์ไฟฟ้าล้วน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 455 แรงม้า แรงบิด 660 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที และมีระยะทางขับขี่ตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ 620-727 กิโลเมตร รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 250 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 10-80% ใน 28 นาที รุ่นนี้มีจำนวนจำกัดเพียง 12 คัน ราคา 6.999 ล้านบาท สำหรับสี single-tone และ 7.599 ล้านบาท สำหรับสี two-tone รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็กเกจ BSI Standard



​

    - BMW M760e xDrive รุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่เน้นสมรรถนะสูง ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 612 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 69-80 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมระบบช่วงล่าง adaptive m chassis control professional คาดการณ์ราคาจำหน่ายไม่เกิน 6.8 ล้านบาท​


    - BMW 740d xDrive M Sport รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร พร้อมระบบ mild hybrid 48 โวลต์ ให้กำลังรวม 313 แรงม้า แรงบิด 670 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะและความต่อเนื่องในการเดินทางระยะไกล คาดการณ์ราคาจำหน่ายไม่เกิน 6.8 ล้านบาท

    รถทั้งสามรุ่นนี้ยังติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive เป็นมาตรฐาน ช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมเปิดทางให้ลูกค้าเลือกเทคโนโลยีระบบส่งกำลังตามรูปแบบการใช้งาน โดยมีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่การขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษ ปลั๊กอินไฮบริดสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งกำลังและการเดินทางด้วยไฟฟ้า และดีเซล mild hybrid สำหรับการใช้งานที่เน้นการเดินทางต่อเนื่อง


ชูดีไซน์ใหม่-เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างจุดขายรถหรู

    BMW ซีรีส์ 7 ใหม่ มีปรับดีไซน์ภายนอกด้วยส่วนหน้ารถให้แตกต่างไปจากเดิม กระจังหน้า BMW kidney Iconic glow ไฟหน้า crystal และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ เสริมภาพลักษณ์หรูหราทันสมัย ขณะที่รุ่น i7 50 xDrive M Sport และ 740d xDrive M Sport เพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง M Sport ส่วนรุ่น M760e xDrive มาพร้อมอุปกรณ์จาก M Sport package pro

    จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ห้องโดยสาร ซึ่งนำระบบ BMW panoramic idrive และระบบปฏิบัติการ BMW operating system X มาใช้ ประกอบด้วย BMW panoramic vision ที่แสดงข้อมูลตลอดแนวด้านหน้ารถ หน้าจอ BMW 3D head-up display และหน้าจอกลาง central display รวมถึงหน้าจอ BMW passenger screen ขนาด 14.6 นิ้ว ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น

    สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง BMW ยังคงใช้ความสะดวกสบายเป็นจุดขายหลัก ด้วยหน้าจอ BMW theatre screen ขนาด 31.3 นิ้ว ความละเอียด 8K รองรับทั้งความบันเทิงและการประชุมทางไกล ควบคู่กับเบาะนั่ง executive lounge และฟังก์ชัน relax position ตอกย้ำตำแหน่งรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยสารไม่แพ้สมรรถนะการขับขี่

    ด้านระบบเสียง ทั้งสามรุ่นติดตั้งระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Bowers & Wilkins โดย i7 50 xDrive M Sport และ M760e xDrive ยกระดับด้วยระบบเสียง Bowers & Wilkins diamond รองรับ dolby atmos และระบบเสียง 4D กำลังขับรวมสูงสุด 1,965 วัตต์ ผ่านลำโพง 35 ตัว

​

​


แข่งขันตลาดพรีเมียมด้วยประสบการณ์ มากกว่าตัวเลขสมรรถนะ

    อย่างไรก็ตาม การปรับโฉมรถซีรีส์ 7 ใหม่ในครั้งนี้ ยังมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดรถยนต์หรูระดับพรีเมียม โดย BMW เลือกนำเทคโนโลยีดิจิทัลจาก Neue Klasse มาเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างความแตกต่าง นับตั้งแต่ระบบแสดงผลและควบคุมภายในรถ ไปจนถึงความบันเทิงและความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

    ขณะเดียวกัน การนำเสนอระบบขับเคลื่อน 3 รูปแบบทั้งแบบไฟฟ้าล้วน, ปลั๊กอินไฮบริด และดีเซล mild hybrid ภายใต้ตระกูลเดียวกัน จะช่วยส่งเสริมให้ BMW สามารถเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่ม โดยไม่จำกัดการแข่งขันอยู่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถเครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในกลุ่มซีดานหรูยังต้องพิจารณาทั้งราคา ความคุ้มค่า เทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง และความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดที่รถยนต์หรูจากหลายค่ายต่างยกระดับระบบความบันเทิงและความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่ง BMW ซีรีส์ 7 ใหม่ ล้วนมีจุดแข็งอยู่ที่การผสานภาพลักษณ์ความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันตลาดรถยนต์ซีดานระดับบนของไทย

​

​


ภาพ : BMW

​ออกแบบ: ชัยกานต์ มณีจักร์

​



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บีโอไอไฟเขียว “โตโยต้า” ลงทุนเพิ่ม 1.4 พันล้าน ขึ้นไลน์ผลิต “รถปิกอัพไฮโดรเจน” ส่งออกทั้งหมด คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570​

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine