“ญาณเดช ทองสิมา” แลนด์ลอร์ดผู้ไม่หยุดปั้นย่าน เร่งพัฒนาที่ดิน-ให้เช่า ดันรายได้ ส่วน “นครธน” เปิด Long Life Center เจาะพรีเมียม

“ญาณเดช ทองสิมา” แลนด์ลอร์ดผู้ไม่หยุดปั้นย่าน เร่งพัฒนาที่ดิน-ให้เช่า ดันรายได้ ส่วน “นครธน” เปิด Long Life Center เจาะพรีเมียม

ส่องกลยุทธ์ปั้นย่านของ “ญาณเดช ทองสิมา” แม้จะรวยจนอยู่เฉยๆ ก็ได้ แต่ยังไม่หยุดสร้าง เผยยังมีที่ดินรอพัฒนาหรือให้เช่าอีกหลายแปลง ล่าสุดดีล “ค้าส่ง” รายใหญ่เติมเต็มย่าน พร้อมเล็งให้เช่าโกดังเสริมรายได้ ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลนครธน เตรียมทรานส์ฟอร์มสู่ Healthcare Ecosystem จ่อเปิด “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์” เจาะตลาดพรีเมียมระดับแสนบาทต่อเดือนกลางเดือนกรกฎาคมนี้


    รศ.ญาณเดช ทองสิมา ประธานกรรมการบริษัท กลุ่มบริษัท โรงพยาบาลนครธน จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศวิสัยทัศน์เพื่อยกระดับกลุ่มโรงพยาบาลนครธนบนถนนพระราม 2 สู่การเป็น “Healthcare Ecosystem” หรือการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ขยายสู่การเป็น “Health Partner” พาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพของทุกครอบครัว ด้วยการเตรียมเปิดตัว “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม” ซึ่งเป็นโครงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแบบองค์รวม ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

    โครงการ “นครธน ลองไฟล์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม” ใช้เงินลงทุนก่อสร้างทั้งหมด 557 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคาร 2 อาคาร ขนาด 3 ชั้นและ 6 ชั้นตามลำดับ มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 9,900 ตารางเมตร มีเตียงให้บริการ 85 เตียง แต่จะเปิดให้บริการเพียง 40 เตียงในช่วงแรก


    “ผมตั้งใจจะสร้างนครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ ตั้งแต่เมื่อ 10 ก่อน เพื่อรองรับเมกะเทรนด์สังคมสูงวัย ที่มีสัดส่วนประชากรถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยทั้งหมดหรือราว 12 ล้านคน เราใช้เวลานานมาก และเดินทางไปดูธุรกิจนี้ในต่างประเทศหลายแห่ง ตั้งแต่ญี่ปุ่น อเมริกา และออสเตรเลีย เพื่อมาออกแบบและปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าคนไทย” รศ.ญาณเดชกล่าว และว่า เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อน จึงได้ตกลงจ้าง เฌ้อสเซอรี่ โฮม ซึ่งเป็นผู้นำด้านการดูแลผู้สูงอายุเข้ามาดูแลเรื่องโอเปอเรชั่น

    นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม เป็น 1 ใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ที่จะช่วยเติมเต็มวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่จะยกระดับโรงพยาบาลนครธนให้เป็น Healthcare Ecosystem เชื่อมโยงบริการธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อกับธุรกิจของโรงพยาบาลนครธน 1 ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคยากซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และโรงพยาบาลนครธน 2 บนถนนเอกชัย-กาญจนาภิเษก ที่ให้บริการรักษาโรคทั่วไปให้กับลูกค้าวัยเด็ก วัยทำงาน จนถึงวัยผู้สูงอายุ


    โดยโรงพยาบาลนครธน 2 ได้เปิดบริการขึ้นในเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้าที่กว้างขึ้น และช่วยเสริมสร้างฐานรายได้ในระยะยาว โดย 50 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่นี่จะเป็นลูกค้าผู้ประกันตนซึ่งจะเริ่มให้บริการได้ในปีหน้า และที่เหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์จะเป็นสัดส่วนของลูกค้าทั่วไป

    นอกจากโครงการ นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลนครธน 1 แล้ว รศ. ญาณเดช บอกว่า โดยส่วนตัวเขายังมีที่ดินซึ่งพร้อมจะพัฒนาเพื่อขยายธุรกิจหรือให้เช่าอีกหลายแปลง จากที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ในย่านฝั่งธนบุรีราว 500 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ปล่อยให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 2 บิ๊กซี โรงเรียนนานาชาติ โชว์รูมรถยนต์ ร้านสะดวกซื้อ เช่าทำธุรกิจ และขายเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปหลายร้อยไร่ก่อนหน้านี้

รศ.ญาณเดช ทองสิมา


    “ยังมีที่ดินว่างอีกหลายแปลง แปลงละ 5 ไร่บ้าง 10 ไร่บ้าง และ40 ไร่ก็มี ทำเลบางแค ทุ่งครุ หนองแขม ที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นพ่อแม่ ตอนนี้ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะพัฒนาเป็นลอง ไลฟ์ เซ็นเตอร์ จะทำในนามส่วนตัว หรือจะร่วมกับใคร ในเงื่อนไขไหน เพราะเรายังไม่เห็นการตอบสนองกับนครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม สาขาแรก แต่ถ้าเปิดบริการแล้วเทรนด์มันดี การลงทุนกับโครงการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุนั้นใช้ทรัพยากรไม่ค่อยมาก แล้วเรามีความชำนาญมากขึ้น มันก็ขยายได้ แต่ที่ดินบางแปลง ที่ขายได้ก็ต้องขายนะ เพราะทำไม่ไหว ไม่มีเวลาไปดูแล และบางทำเลก็เหมาะสำหรับขายเพื่อพัฒนาบ้านจัดสรรระดับพรีเมียมมากกว่า เราจึงจะขายเพื่อมีเงินมาเป็นทุนหมุนเวียน โดยไม่ต้องกู้ยืม” รศ.ญาณเดช กล่าว

    รศ.ญาณเดชบอกว่า ถ้าหากจะพัฒนาพื้นที่ใน 3 ทำเลที่กล่าวมาแล้วนั้น อาจจะพิจารณา ลอง ไลฟ์ เซ็นเตอร์ ในระดับคุณภาพที่รองลงมา เพราะที่ดินไม่ได้อยู่ในทำเลใกล้โรงพยาบาล โดยราคารายเดือนน่าจะอยู่ที่ราว 40,000-50,000 ต่อเดือน เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และน่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อส์เซอรี่ โฮม ที่ราคาน่าจะอยู่ใกล้ๆ แสนบาทต่อเดือน ตามสิ่งอำนวยความสะดวกและทำเลที่พรีเมียมมาก

    รศ.ญาณเดชกล่าวเสริมว่า การวางยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลนครธนสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพ เป็นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาล แต่คือการออกแบบระบบสุขภาพแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตระยะยาว ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ และเป็นการดูแลที่ต่อเนื่องในทุกช่วงวัย เพื่อให้ผู้รับบริการไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา

    พญ.ศิเรมอร ทองสิมา ผู้อำนวยการสายงานแพทย์ โรงพยาบาลนครธน กล่าวเสริมว่า ระบบสุขภาพในอนาคตจะไม่สามารถวัดความสำเร็จจาก “การรักษาให้หาย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งไปสู่การทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานที่สุด


พญ.ศิเรมอร ทองสิมา


    จากแนวโน้มดังกล่าว นครธนจึงต่อยอดสู่การพัฒนา “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม” เพื่อรองรับความต้องการด้านการดูแลผู้สูงอายุและการดูแลระยะยาวโดยเฉพาะ ผ่านแนวคิด "Active Aging” ที่ผสานการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เข้ากับโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพและกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นไปตามความต้องการของตนเอง


    รศ.ญาณเดชกล่าวว่า รายได้ของโรงพยาบาลนครอยู่ที่ 2,034 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าการเติบโตจากลูกค้าคนไทยไว้ที่ 10-15 เปอร์เซ็นต์ และ 15 เปอร์เซ็นต์จากลูกค้าต่างชาติในปีนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากลูกค้าคนไทยคิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ และต่างชาติ 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่ม Expat จีน เมียนมา และมีแผนขยายสู่ตลาดใหม่อย่างบังกลาเทศมากขึ้นในปีนี้

    พญ.ศิเรมอร กล่าวว่า การเติบโตรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลนครธนในปีนี้จะมาจากการเปิดตัว “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ บาย เฌ้อสเซอรี่ โฮม” และการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโรงพยาบาลนครธน 2 ที่ให้บริการคนไข้ทั้งหมด 102 เตียง และจะเพิ่มเป็น 151 เตียงในอนาคต บริษัทคาดว่าภายในปี 2570 กลุ่มโรงพยาบาลนครธนจะมีเตียงผู้ป่วยให้บริการทั้งสิ้น 481 เตียง จากโรงพยาบาลนครธนทั้ง 2 สาขา และนครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์

    นอกจากนี้โรงพยาบาลนครธน 1 จะเพิ่มรายได้โดยเน้นเรื่องการรักษาโรคซับซ้อนเฉพาะทางมากขึ้น และบริษัทจะมีรายได้จากการขยายหอพักผู้ป่วยในแบบ VIP อีก 20 ห้องบนชั้น 12 ของโรงพยาบาลนครธน 1 ที่ได้ทยอยเปิดบริการไปแล้วบางส่วน และจะมีขยายบริการอื่นๆ เพิ่มในปลายปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลนครธนทั้ง 2 สาขา มีแผนใช้เงินลงทุนกับการขยายบริการต่างๆ เป็นเงิน 414 ล้านบาทระหว่างปี 2568-2569


    ขณะเดียวกัน นครธนได้ปรับกลยุทธ์การตลาดสู่ Digital Health อย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพมากขึ้น โรงพยาบาลจึงมุ่งยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ผ่านการพัฒนาช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ทั้งการซื้อโปรแกรมสุขภาพออนไลน์ การนัดหมายล่วงหน้า และบริการ Telemedicine ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา ควบคู่กับการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับคนรุ่นใหม่ เช่น วิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

    “ในอนาคต เราไม่ได้อยากเป็นแค่โรงพยาบาลสำหรับรักษา แต่จะพัฒนาองค์กรจากเครือโรงพยาบาลไปสู่การเป็น Health Partner ของครอบครัวไปตลอดช่วงชีวิต เป็นที่ที่นึกถึงเมื่ออยากมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่ตอนเจ็บป่วย และพร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของชีวิต” พญ.ศิเรมอร กล่าว

    รศ.ญาณเดชบอกอีกว่า การทำธุรกิจโรงพยาบาลในยุคนี้แข่งขันกันสูง แต่นครธนอยู่มาถึง 30 ปี และจะไปต่อได้ เพราะเจตนารมณ์ของครอบครัวไม่ได้อยู่การใช้พื้นที่ทำธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด แต่อยากสร้างชุมชนที่ดี และอยากจะทำบุญ

    “แม่ผมบอกว่า ทำธุรกิจโรงพยาบาลได้ทำบุญ เพราะได้ช่วยคนทุกวัน ไม่ให้ทรุด ไม่ให้ตาย ไม่คิดค่าใช้จ่ายโหด เราไม่เลี้ยงไข้ กลับบ้านก็คือกลับบ้าน การเลี้ยงไข้มันจะทำให้ชื่อเสียงเสีย นอกจากซื่อสัตย์กับลูกค้า เราก็สร้างความผูกพันกับชุมชนในทุกมิติ รวมทั้งไปงานขาว-ดำลูกค้า ไปสวด ไปเป็นเจ้าภาพ ไปเผาด้วย เราทำแทบทุกอาทิตย์ ผมอยากให้นครธนเป็นที่จดจำหรือนึกถึงเมื่อคิดถึงโรงพยาบาล” รศ.ญาณเดชบอก

    นอกจากธุรกิจโรงพยาบาลแล้ว โดยส่วนตัว รศ.ญาณเดช ยังมองเห็นโอกาสขยายธุรกิจอื่นๆ ในย่านบางขุนเทียนในอนาคต โดยเฉพาะศูนย์ค้าส่งหรือโกดังให้เช่าเก็บสินค้าบนพื้นที่ขนาด 5-10 ไร่

    “ขณะนี้ผมมีการพูดคุยกับผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่บางแห่ง เพื่อจะให้เช่าพื้นที่ ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มและยกระดับเศรษฐกิจและการลงทุนในย่านนี้ในฐานะ Hub ของฝั่งธนฯ” รศ.ญาณเดชกล่าวทิ้งท้าย



ภาพ: โรงพยาบาลนครธน



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ‘นครธน’ ฉลอง 29 ปี เดินหน้าขยายธุรกิจ เปิด ‘รพ.นครธน 2’ ธ.ค.นี้ และเตรียมสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัย

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine