XO มั่นใจปีนี้ทำรายได้โต 10% จากปีก่อน แตะราว 2.4 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าดันยอดขายสู่ 4 พันล้านบาท หวังขึ้นแท่นผู้ผลิตและจำหน่ายซอสศรีราชาเบอร์ 1 ของโลก พร้อมทุ่ม 1.3 พันล้านบาทสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตรองรับการเติบโต
จิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา XO มียอดขาย 2.15 พันล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะพบว่าเติบโตไม่ถึง 1% ขณะที่เป้าหมายของบริษัทในปีนี้คือการเติบโต 10% จากปีก่อน หรือราว 2.4 พันล้านบาท ซึ่งหมายความว่าในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทต้องทำยอดขายให้ได้มากกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับยอดขายในปีนี้ ไตรมาส 1 อยู่ที่ 517 ล้านบาท และไตรมาส 2 อยู่ที่ 583 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3 และ 4 จิตติพรมั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยคาดว่ายอดขายไตรมาส 3 จะเติบโต 12-15% จากไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาส 4 ก็คาดว่าจะทำได้ค่อนข้างดี โดยขณะนี้เริ่มเห็นยอดขายบางส่วนของไตรมาส 4 แล้ว
จิตติพรระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากลูกค้าในยุโรปที่ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดยุโรปจะสั่งสินค้าเป็นสต็อกครั้งละมากๆ และขณะนี้เข้าสู่ช่วงที่ต้องสั่งสินค้าอีกครั้ง ทำให้ยอดขายในตลาดยุโรปขยายตัวได้ชัดเจน
โดยปัจจุบัน XO ส่งออกไปยุโรป 82.9% เอเชีย 7.2% ออสเตรเลีย 5.6% อเมริกา 3.3% และแอฟริกา 1% โดยตลาดหลักยังคงเป็นยุโรป เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตได้ง่าย โดยมีซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่าหลายพันสาขาที่รองรับ
ยกตัวอย่างเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ปัจจุบันมีสินค้าของ XO วางจำหน่ายอยู่ 6 พันสาขาจากทั้งหมด 1.1 หมื่นสาขา ซึ่งในอนาคต จิตติพรตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มเป็น 8 พันสาขา หากสามารถเพิ่มจำนวนสาขาที่วางจำหน่ายได้ ก็จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บางสาขายังมีสินค้าเพียง 2-3 รายการ ขณะที่สาขาที่มีสินค้าของ XO มากที่สุดมีถึง 15 รายการ จึงยังสามารถเพิ่มรายการสินค้าได้อีก ถือเป็นการเพิ่มยอดขายจากสาขาในประเทศเดิม
ส่วนการเพิ่มยอดขายในประเทศใหม่ๆ จิตติพรเผยว่า ปัจจุบันในตลาดตะวันออกกลางขายได้ดีขึ้น จึงพยายามเพิ่มการทำตลาดในภูมิภาคดังกล่าว เป็นต้น
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือการปรับสกุลเงินที่ใช้ในการขายสินค้า จิตติพรระบุว่า ปัจจุบันบริษัทขายสินค้าเป็นเงินบาท 74% เงินเหรียญสหรัฐ 21% และเงินยูโร 5% ซึ่งบริษัทที่สามารถส่งออกและรับชำระเป็นเงินบาทในสัดส่วนลักษณะนี้แทบไม่มีในประเทศไทย แต่ XO สามารถทำได้เพราะแบรนด์แข็งแรงพอที่จะบอกกับลูกค้าได้ว่า หากขายเป็นเงินบาท บริษัทจะไม่ปรับขึ้นราคาเมื่อค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลง การปรับสัดส่วนดังกล่าวทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่เกิน 30%
จิตติพรกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายซอสพริกศรีราชารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยต้องการผลักดันให้ซอสศรีราชาของคนไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายซอสศรีราชาอันดับ 1 ของโลก ขณะที่ในระยะใกล้ บริษัทตั้งเป้าทำยอดขายให้ได้ 3 พันล้านบาท และเชื่อว่าหากทำยอดขายได้ 4 พันล้านบาท ก็น่าจะแซงขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกได้
“หลายคนถามว่าเวลาเขาซื้อซอสศรีราชา เขารู้มั้ยว่าซื้อของคุณ หรือเขาแค่ซื้อเพราะเป็นซอสศรีราชาเฉยๆ ผมบอกว่าเขารู้ว่าซื้อของผม ยกตัวอย่างในยุโรปผมขาย 4 ยูโรกว่า คู่แข่งขาย 2 ยูโรกว่า ก็ไม่มีใครหยิบของคู่แข่ง เราเป็นเจ้าแรกที่ขายซูเปอร์มาร์เก็ตฝรั่งโดยตรง ลูกค้าใหญ่สุดของเราอยู่ที่เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เราโตมาด้วยกัน” จิตติพร กล่าว
ทั้งนี้ XO ได้ตั้งงบการตลาดในปีหน้าไว้ 5% ของยอดขาย จากเดิมที่ไม่ได้ตั้งงบในส่วนนี้ไว้มากนัก แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการตลาดมากขึ้น โดยจิตติพรระบุว่า หากเทียบกับคู่แข่ง ซอสศรีราชาของ XO ออกจากโรงงานในราคาที่สูงกว่า และมีผู้ผลิตซอสศรีราชาในไทยที่ขายถูกกว่า XO ราว 50-60% แต่บริษัทยังขายได้มากกว่า ดังนั้น จึงต้องทำการตลาดเพื่อสร้าง brand loyalty และสร้างกำไรที่ยั่งยืนในอนาคต

ทุ่ม 1.3 พันล้าน สร้างโรงงานใหม่ ปั๊มกำลังการผลิต
จิตติพรเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบลงทุน 1.3 พันล้านบาทสำหรับสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่โรจนะ แบ่งเป็นเงินกู้จากธนาคาร 70% และเงินสดของบริษัทในส่วนที่เหลือ ปัจจุบันเริ่มสั่งเครื่องจักรและเริ่มก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2028 และเริ่มผลิตเพื่อส่งออกได้ในไตรมาส 3 ปี 2028
ทั้งนี้ XO มีโรงงานเดิมที่แหลมฉบังและนิคมอมตะ กำลังการผลิตรวม 34,572 ตัน โดยจะปิดโรงงานที่แหลมฉบังลงหลังจากโรงงานแห่งใหม่สร้างเสร็จ และจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 43,905 ตัน
สำหรับโรงงานใหม่ที่โรจนะ จะมี 4 สายการผลิต ได้แก่ สายการผลิตซอสศรีราชามายองเนส ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของบริษัท มีกำลังการผลิต 220 ขวดต่อนาที สายการผลิตขวด PET สำหรับซอสรสชาติอื่นๆ สายการผลิตซอสขวดแก้วสำหรับดีไซน์ขวดใหม่ของแบรนด์ Exotic Food และสายการผลิตเครื่องแกง
โดยจิตติพรคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ 4.27 พันล้านบาท และหากเดินเครื่อง 2 กะเต็มกำลังการผลิต จะสามารถรองรับยอดขายสูงสุดได้ถึง 8 พันล้านบาท

ซอสศรีราชา XO โตแซงตลาดโลก
สำหรับภาพรวมการส่งออกซอสไทยไปต่างประเทศ ปี 2025 มีมูลค่า 2.24 หมื่นล้านบาท โดย XO มีสัดส่วน 8.5% ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 การส่งออกซอสไทยมีมูลค่า 1.13 หมื่นล้านบาท และ XO มีส่วนแบ่ง 7.7% ก่อนเพิ่มเป็น 8.6% ในครึ่งแรกของปี 2026 จากมูลค่าการส่งออกทั้งประเทศ 1.14 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าส่วนแบ่งของ XO เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ระหว่างปี 2014-2025 ตลาดซอสเผ็ด (hot sauce) เติบโต 6.5% ขณะที่ซอสทั้งหมดของ XO เติบโต 14.67% ส่วนตลาดซอสศรีราชาเติบโตเฉลี่ย 7.5% ขณะที่ซอสศรีราชาของ XO เติบโตถึง 20.11%
ขณะที่ตลาดซอสเผ็ดทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 แสนล้านบาทในปี 2032 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.78% ส่วนตลาดซอสศรีราชาทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.93 หมื่นล้านบาทในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 3 หมื่นล้านบาทในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.08%
สำหรับซอสศรีราชาของ XO ในปี 2025 มียอดขายทั่วโลก 1.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.9% ของตลาด หรือกล่าวง่ายๆ ว่า หากซอสศรีราชาที่ขายทั่วโลกมี 100 ขวด จะเป็นซอสศรีราชาของ XO ราว 7.9 ขวด

ภาพ : XO
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : TACC เร่งเครื่องดัน B2C ทะลุ 30% ตั้ง TACC Plus ปลุกชีพน้ำด่าง Eight Plus ชูกลยุทธ์ JV คุมต้นน้ำ ดึง “หมาก-ปริญ” เสริมทัพ ปักธง 5 ปีดันยอดทะลุ 1 พันล้าน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


