รู้จัก “VING” (วีอิ้ง) สตาร์ทอัพแดนอีสาน เปลี่ยนปัญหาเจ็บเท้าเป็นนวัตกรรม สู่ “รองเท้าแตะวิ่งได้“ ร้อยล้าน

รู้จัก “VING” (วีอิ้ง) สตาร์ทอัพแดนอีสาน เปลี่ยนปัญหาเจ็บเท้าเป็นนวัตกรรม สู่ “รองเท้าแตะวิ่งได้“ ร้อยล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
04 Mar 2026 | 04:40 PM
READ 140

จากอาการเจ็บเท้าขณะวิ่ง สู่ความคิดต่าง “วาที วิเชียรนิตย์” ปั้น “VING” แบรนด์รองเท้าแตะวิ่ง รายได้ร้อยล้าน จากคนไทย ที่ “Banabas Kiplimo” ใส่พร้อมสร้างสถิติโลก


    ในยุคที่กระแสการวิ่งมาราธอนครองใจผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมือใหม่หรือนักกีฬาระดับอาชีพต่างยอมลงทุนกับรองเท้าวิ่งตัวท็อปราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท เพื่อความเบาสบายและประสิทธิภาพสูงสุดบนสนาม

    แต่ใครจะคิดว่าท่ามกลางยุคทองของ “Super Shoe” หรือรองเท้าผ้าใบไฮเทคนับร้อยแบรนด์จากทั่วทุกมุมโลก จะมี “รองเท้าแตะ” จากแดนอีสานของไทยแทรกเข้ามาแถมสร้างสถิติโลกที่ไม่มีใครเคยคิด นั่นคือ “VING” (วีอิ้ง) แบรนด์รองเท้าแตะวิ่งสัญชาติไทยที่กำลังสั่นสะเทือนวงการกีฬาระดับโลก

    โดยรุ่น NIRUN (นิรัน) ช่วยให้นักวิ่งชาวเคนยาคว้าแชมป์ขอนแก่นมาราธอนด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที 57 วินาที ทำลายสถิติโลกสำหรับการวิ่งมาราธอนด้วยรองเท้าแตะ เร็วกว่าสถิติเดิมของแบรนด์ Crocs ถึง 30 นาที และคว้ารางวัลชนะเลิศในรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ด้วย


จุดเริ่มต้นจากความเจ็บปวด 21 กิโลเมตรแรกที่บุรีรัมย์

    เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ความเจ็บปวดของ “วาที วิเชียรนิตย์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VING ในการแข่งวิ่งมาราธอนที่บุรีรัมย์เมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อเขาวิ่งไปได้ 21 กิโลเมตร ก็เกิดอาการเจ็บเท้าทำให้ต้องไปซื้อรองเท้าแตะจากร้านสะดวกซื้อมาใส่วิ่งต่ออีกกว่า 20 กิโลเมตร จนถึงเส้นชัย 

    “ประสบการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต ทำให้ค้นพบว่ารองเท้าแตะมีข้อดีที่สำคัญ คือ กันทรงที่ดี ไม่โดนบีบเท้า ทำให้อาการบาดเจ็บลดลง แต่ปัญหาคือพื้นรองเท้าไม่มีการส่งแรงและซัพพอร์ตที่ดีพอ ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้ามีรองเท้าที่เปิดโล่งสบายเหมือนแตะ แต่พื้นส่งแรงได้ดีเหมือนผ้าใบจะเป็นอย่างไร จากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาตลาด พบว่ามีรองเท้าแตะวิ่งอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีแบรนด์ไทยที่ทำจริงจัง จึงตัดสินใจพัฒนารองเท้าแตะวิ่งแบรนด์ไทยแบรนด์แรกขึ้นมา” วาที กล่าว

    ในยุคที่ตลาดกีฬามูลค่าหลายหมื่นล้านบาทถูกครองโดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก การจะเข้าไปแข่งขันกับรองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่งโดยตรงคงเป็นไปไม่ได้สำหรับสตาร์ตอัปเล็กๆ จากจังหวัดขอนแก่น VING จึงเลือกใช้กลยุทธ์ Niche Market โฟกัสกลุ่มเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้รองเท้าแตะวิ่งจริงๆ 


    วาที อธิบายว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องทำ Niche ก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อตอบทุกคน จึงไม่ได้มองว่า รองเท้ากีฬาที่มีอยู่มากมายในตลาดจะอุปสรรค แต่สิ่งนี้กลับเป็นโอกาส เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของ VING คือนักวิ่งระยะไกลที่มักประสบปัญหาเท้าบวม 1-2 ไซส์หลังวิ่งผ่านระยะ 30-40 กิโลเมตร ทำให้รองเท้าผ้าใบ แม้จะดีแค่ไหนก็อาจกลายเป็นภาระสำหรับนักวิ่งที่ได้

    นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่มีเท้าอูม มีปัญหาเรื่องรองช้ำ หรือคนที่มีปัญหากับผ้าใบที่บีบนิ้วเท้า ซึ่งต้องการความสบายในการใส่ 

    “สิ่งที่ทำให้ VING แตกต่างจากรองเท้าแตะทั่วไปคือการออกแบบที่ผสมผสานเทคโนโลยีจากรองเท้าผ้าใบเข้าไปด้วย โดย VING ใช้โฟมเดียวกับรองเท้าผ้าใบ มีดรอป (Heel-to-Toe Drop) และความหนาของส้นที่สูงพอๆ กับรองเท้าวิ่ง จึงมีการซัพพอร์ตและส่งแรงได้ดีเหมือนรองเท้าผ้าใบ แตกต่างจากรองเท้าแตะในตลาดทั่วไปที่เป็นแค่รองเท้าพื้นแบน และข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ VING คือ น้ำหนักเบามาก ในยุคที่รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งหนักประมาณ 300 กรัม รองเท้า VING หนักเพียง 100-120 กรัม ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อต้องวิ่งระยะไกล”


3 ปีแห่งการพัฒนา ท้าชน Super Shoe แบรนด์ดัง

    หลังจากทำธุรกิจมา 2 ปี ตลาดรองเท้าวิ่งเปลี่ยนไปอย่างมาก ด้วยกระแส Super Shoe หรือรองเท้าที่ใช้โฟมพิเศษซึ่งมีการคืนแรงส่งสูงมาก พร้อมแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เพลทที่ช่วยบีบและซัพพอร์ตเท้าได้ดีกว่า ทำให้รองเท้าแตะของ VING เริ่มเสียเปรียบในการแข่งขันระยะไกล วาที จึงเริ่มต้นโครงการพัฒนารองเท้าแตะที่มีแผ่นคาร์บอนและโฟมระดับเดียวกับ Super Shoe แต่ก็ติดปัญหาเรื่องโรงงานและวัสดุในไทยที่ยังไม่สามารถทำได้ตามต้องการ

    “VING ใช้เวลา 3 ปีเต็มในการหาวัสดุที่ทำได้ในไทย เพราะไม่อยากสั่งต่างชาติผลิต จนกระทั่งต้นปี 2567 จึงได้นำวัสดุเข้ามาปรับปรุง โดยแก้ไขทั้งฝั่งดีไซน์และวัสดุจนออกมาเป็น NIRUN รองเท้าแตะระดับ Super Sandal รุ่นแรกของโลก”

    ตัวรองเท้าของ NIRUN ถูกออกแบบตามหลักชีวกลศาสตร์ของนักวิ่งเพื่อช่วยลดแรงกระแทก ลดอาการบาดเจ็บสะสม และเพิ่มแรงส่งในทุกก้าว มีแผ่น carbon fiber plate และ super foam (VEPRO Foam) ที่ให้ค่าการเด้งกลับสูงถึงร้อยละ 66% อีกทั้งยังมีพื้นนอกที่ผลิตจากวัสดุ EPES ซึ่งมีค่าความทนทานสูงกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไปถึง 24% และสามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    จากความมั่นใจในประสิทธิภาพของรองเท้ารุ่น NIRUN ซึ่งมีนวัตกรรมที่โดดเด่น VING จึงได้เชิญนักวิ่งมาร่วมทดสอบประสิทธิภาพของรองเท้า โดย “Banabas Kiplimo” นักวิ่งชาวเคนยาได้สวมใส่ในการแข่งขันขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ 2025 และสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้เป็นอันดับที่ 1 อีกทั้งยังสามารถสร้างสถิติโลกจากการวิ่งด้วยรองเท้าแตะในเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที 57 วินาที เร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อเทียบกับสถิติเดิมของแบรนด์ Crocs ที่เคยทำสถิติไว้ในเวลา 2 ชั่วโมง 48-49 นาที

    “จุดเด่นของ NIRUN คือน้ำหนักเบามาก เพียง 170 กรัม เมื่อเทียบกับ Super Shoe ในท้องตลาดที่หนักประมาณ 200 กรัม และเปิดโล่งไม่ต้องกลัวเท้าชุ่มหรือถูกบีบ จึงได้เปรียบทั้งเรื่องน้ำหนักและความสบายตลอดการแข่งขัน เหมาะกับนักวิ่งที่แข่งขันจริงจังแต่ต้องการความสบายเวลาสวมใส่ ซึ่งความสำเร็จของนักวิ่งชาวเคนยานี้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของรองเท้าที่ทำงานได้เป็นอย่างดี มีความโดดเด่นในเรื่องดีไซน์และความรู้สึกในการใส่ที่แตกต่าง ทุกคนที่ได้ใส่ต่างสัมผัสได้” วาที เล่าด้วยความภูมิใจ


ปี 2568 ทำรายได้ 180 ล้าน เตรียมออกสู่ต่างประเทศ

    ปัจจุบัน VING ครองส่วนแบ่งการตลาดรองเท้าแตะวิ่งในประเทศไทยถึง 95% โดยในปี 2568 มีรายได้กว่า 180 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือลูกค้าของ VING กว่า 50% ไม่ใช่นักวิ่ง แต่เป็นคนที่มองหารองเท้าสุขภาพหรือรองเท้าที่ใส่สบาย โดยเฉพาะคนที่มีปัญหารองช้ำ

    แม้ปัจจุบัน 99% ของยอดขายยังเป็นในประเทศ แต่หลังจากความสำเร็จในขอนแก่นมาราธอน มีชาวต่างชาติติดต่อสั่งซื้อรองเท้ามากยิ่งขึ้น แบรนด์จึงกำลังเตรียมการขยายไปต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยมีพาร์ทเนอร์ที่นิวยอร์กกำลังสร้างคอมมูนิตี้และทีม และมีการไปขายที่ไมอามี่ในงานแสดงศิลปะพร้อมสร้างกิจกรรมรันนิ่ง

    โดยหลังจากได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ VING ได้ขยายทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ทั้งฝั่งออกแบบ วิทยาศาสตร์การกีฬา และนักเคมี โดยมีแผนสำหรับอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า คือการเติบโตเป็นธุรกิจในระดับพันล้าน พร้อมกับเพิ่มสินค้านวัตกรรมอย่างน้อยทุกๆ 1-2 ปี

    “การเป็นธุรกิจนวัตกรรมจากภาคอีสานไม่ได้เป็นอุปสรรคอย่างที่หลายคนคิด แต่กลับเป็นข้อได้เปรียบหลายประการ โดยแบรนด์ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐค่อนข้างดี นอกจากนี้ การโฟกัสการตลาดแบบออนไลน์ทำให้ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าธุรกิจมาจากไหน เพราะหน้าร้านหลักก็อยู่ในกรุงเทพฯ และยังกระจายไปยังพื้นที่อื่นรวมกว่า 40-50 สาขาทั่วประเทศ”

    วาที กล่าวถึงแนวทางการสร้างนวัตกรรมว่า หลายคนสับสนระหว่างเทคโนโลยีกับนวัตกรรม โดยมักโฟกัสไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ดูใหม่ล้ำ ทำยาก หรือซับซ้อน แต่ลืมคิดว่าสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาให้คนได้จริงหรือไม่ “เทคโนโลยี” คือเครื่องมือหรือความรู้ทางเทคนิค ในขณะที่ “นวัตกรรม” คือการนำเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ๆ มาใช้แก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานจริง และต้องมีคนพร้อมจ่ายเงินเพื่อรับคุณค่านั้นด้วย

    ดังนั้น นวัตกรรมที่แท้จริงต้องถูกขับเคลื่อนโดยฝั่งภาคธุรกิจ ถ้าไม่มีตลาด ไม่มีคนซื้อ ก็ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ และธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ ส่วนผู้ประกอบการหรือนักนวัตกรรมก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งทั้งด้านนวัตกรรมและด้านธุรกิจหรือการตลาดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    “ในโลกยุคใหม่นั้น คนที่มีนวัตกรรมเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ตอนนี้ใครๆ ก็ทำสินค้าออกมาได้ดีเต็มไปหมด แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำออกมาสินค้าเดียวสูตรเดียวแล้วจบไป การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์เกิดความยั่งยืนมากที่สุด”

    ความสำเร็จของ VING ไม่ได้วัดจากรางวัลหรือสถิติโลกเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นมาได้ จากธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยเป้าหมายรายได้เดือนละ 1-2 แสนบาท ปัจจุบันเติบโตเป็นธุรกิจที่มียอดขายใกล้ 180 ล้านบาทต่อปี สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น และยังคงผลิตในประเทศไทย ยกเว้นวัสดุเพียงบางชิ้นที่ต้องนำเข้า 

    “VING ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รองเท้าแตะสำหรับวิ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้ของนวัตกรรมไทย ที่พร้อมจะก้าวไปสู่เวทีโลกและสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต เพราะเมื่อเราเชื่อว่าทำได้ กล้าคิดต่าง และไม่ยอมให้กรอบเดิมมาจำกัดความคิดสร้างสรรค์ นั่นคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่แท้จริง”





ภาพ : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เทรนด์ใหม่รองเท้ากีฬา ต้องไม่ใช่ใส่วิ่งได้อย่างเดียว! HOKA ลุยขยายรองเท้าไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์คนอยากได้คู่เดียวจบ ครบทุกกิจกรรม

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine