TVD เปิดกลยุทธ์ขายสินค้า 24 ชั่วโมง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Marketing
  • News >
  • TVD เปิดกลยุทธ์ขายสินค้า 24 ชั่วโมง

TVD เปิดกลยุทธ์ขายสินค้า 24 ชั่วโมง

TVD เปิดแผนธุรกิจชูกลยุทธ์ Harmonized Channel ระดมศักยภาพทุกช่องทางขายดันรายได้ออนไลน์ 15% เร่งพัฒนาเว็บอีคอมเมิร์ซ รีโพซิชันนิ่งช่องโฮมช้อปปิ้ง เสริมทีมคอลเซ็นเตอร์ พร้อมวางยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์ม ABPO บริษัทในเครือสู่ Tech Company

ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางทีวีและออนไลน์ เปิดเผยว่า หลังจากมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ได้วางนโยบายขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Harmonized Channel โดยการใช้ศักยภาพช่องทางการขายต่างๆ ของบริษัทฯ ได้แก่ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง คอลเซ็นเตอร์ ร้านค้าปลีก TVD Shop และอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันการเพิ่มยอดขายจากช่องทางออนไลน์อย่างเต็มตัว

สำหรับการวางกลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตที่ให้ความสนใจการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริษัทยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและระบบอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่ลดลงเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในวงกว้าง โดยบริษัทได้วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายช่องทางออนไลน์ในปีนี้เป็น 15% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 8%

ขณะที่แผนงานช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้จะมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม Social Commerce ด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok  และการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของบริษัท รวมทั้งแอปพลิเคชัน TVD ให้สามารถตอบสนองากรใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ คือ บริษัท โมโม่ดอทคอม จำกัด (MOMO) ผู้นำธุรกิจโฮมช้อปปิ้งและอีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากประเทศไต้หวัน โดยนำเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ ในการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์พัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD

นอกจากนั้น ทรงพลยังประกาศการรีโพซิชั่นนิ่งธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งครั้งใหญ่จากปัจจุบันที่มีทีวีดาวเทียมทั้งหมด 28 ช่อง โดยวางตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละช่องใหม่เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าราคาย่อมเยา กลุ่มสินค้าจับตลาดกลาง-บน กลุ่มสินค้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกาย กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กลุ่มสินค้าสำหรับตลาดแมสในราคาเข้าถึงได้เสมือนยกธุรกิจค้าปลีกมาอยู่ในทีวีโฮมช้อปปิ้ง และกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม

ในขณะเดียวกันบริษัทยังวางแผนรุกเพิ่มจำนวนคอลเซ็นเตอร์เป็น 500 รายจากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 300 ราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการเข้าถึงฐานลูกค้าเดิมของ TVD ที่มีอยู่กว่า 10.1 ล้านราย และรุกขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อหวังผลในการสร้างยอดขายช่องทางออนไลน์ รวมถึงเดินหน้าแผนพัฒนาร้านค้าปลีก TVD Shop โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าแก่ผู้บริโภคและต่อยอดสู่การตัดสินใจซื้อในช่องทางออนไลน์

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 28.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 111.81 เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13.38 ล้านบาท โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการเคอร์ฟิวทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่บ้าน (Work From Home) และส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จากการที่ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมมารับชมและเลือกซื้อสินค้าทางทีวีโฮมช้อปปิ้งในช่วงล็อกดาวน์ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท

ด้านรายได้รวมในปีที่ผ่านมาชะลอตัวลงจากปี 2562 จาก 4.28 พันล้านบาทอยู่ที่ 3.74 พันล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับหลังสิ้นสุดมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าทางทีวีโฮมช้อปปิ้งลดลงเล็กน้อย

นอกจากนี้ ดร.อาทิตย์ น้อยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอบีพีโอ จำกัด (ABPO) ในเครือ TVD กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ABPO ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการปรับโครงสร้างและควบรวมธุรกิจ B2B (Business to Business) ของ บมจ.ทีวีไดเร็ค ได้วางยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์มองค์กร สู่การเป็นบริษัท Tech Company จากปัจจุบันที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจขายสินค้าและให้บริการที่หลากหลาย เพื่อสร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ABPO มีแผนเข้าลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ Tech Company และได้ทำการลงทุนใน BLOCKFINT บริษัท FINTECH สตาร์ทอัพ และBlockchain Technology ผู้พัฒนาระบบซอฟท์แวร์ แอปพลิเคชันสำหรับการสร้าง Neo Banking (ธนาคารดิจิทัลในโลกออนไลน์) ซึ่งเป็นระบบธนาคารรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจธนาคารในอนาคต และ บริษัท EAT LAB ผู้พัฒนาระบบ AI Core Tech เพื่อช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาโปรโมชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“บริษัทฯ มีแผนงานเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ มากขึ้น โดยให้ความสนใจขยายการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน Food Ordering(สั่งอาหาร) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนและก้าวสู่การเป็น Tech Company พร้อมทั้งมีเป้าหมายในอนาคตที่จะนำ ABPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป” ดร.อาทิตย์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม: “เนสเพรสโซ” จัด Virtual Coffee Workshop ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัล


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP