“สุกี้ตี๋น้อย” เดินหน้าสร้างการเติบโตรอบใหม่ เปิดแบรนด์ “นายพรานหมูกระทะ” ทุ่มงบ 125 ล้านบาท เปิด 5 สาขาในต่างจังหวัด หวังปั้นเป็น New S-Curve ของธุรกิจ แม้ยอมรับยอดขายเดือนมิถุนายนลดลงกว่า 10% จากผลกระทบโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่ยังคงเป้ารายได้ปีนี้ที่ 13,000 ล้านบาท และเดินหน้าขยายสาขาตามแผนเดิม
บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “สุกี้ตี๋น้อย” ภายใต้การนำของ “เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช” เดินหน้าขยายอาณาจักรร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” รุกตลาดหมูกระทะบุฟเฟต์ โดยหวังให้เป็น New S-Curve ของกลุ่มธุรกิจ
นัทธมน กล่าวว่า ตลาดหมูกระทะยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก ปัจจุบันมีมูลค่าราว 9 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับตลาดสุกี้ที่มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ยังถือว่ามีช่องว่างอยู่มาก การที่ตลาดยังมีขนาดเล็กกว่า อาจสะท้อนว่าผู้บริโภคยังรับประทานไม่บ่อยนัก หรือยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาครองตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่ม SMEs และร้านท้องถิ่น ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสและช่องว่างทางธุรกิจ

เธอระบุว่า ใช้เวลาปั้นแบรนด์ “นายพรานหมูกระทะ” มานาน 6 เดือน โดยที่มาของแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการผลักดันให้ บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป เป็นมากกว่าแค่สุกี้ตี๋น้อย แม้แผนการขยายสุกี้ตี๋น้อยจะมีความชัดเจนอยู่แล้ว แต่บริษัทยังต้องการพัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น Teenoi BBQ ที่ผ่านมา
สำหรับคำถามที่ว่าทำไมต้องเปิดแบรนด์หมูกระทะเพิ่มเติม ทั้งที่มี Teenoi BBQ อยู่แล้ว นัทธมน กล่าวว่า ทั้งสองแบรนด์มีคอนเซ็ปต์แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย Teenoi BBQ จะเน้นวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ปิ้งย่างและบาร์สลัด แต่เมนูพร้อมรับประทานมีไม่มากนัก
ขณะที่ นายพรานหมูกระทะ จะเป็นหมูกระทะในรูปแบบที่คนไทยคุ้นเคยและนิยมรับประทาน โดยนำมาจับคู่กับอาหารอีสาน มีสเตชั่นยำและส้มตำ ซึ่งลูกค้าสามารถปรุงเองหรือให้พนักงานเป็นผู้จัดเตรียมให้ได้ ส่วนของหวานประกอบด้วยน้ำแข็งไส ผลไม้ และซอฟต์เสิร์ฟกะทิ ส่งผลให้เมนูมีความแตกต่างจาก Teenoi BBQ อย่างชัดเจน

ด้านน้ำจิ้มจะมีทั้งหมด 3 สูตร ได้แก่ น้ำจิ้มนายพรานซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของแบรนด์ น้ำจิ้มหมูกระทะ และน้ำจิ้มซีฟู้ด โดยทั้งหมดเป็นรสชาติสไตล์ไทยที่เน้นพริก กระเทียม และมะนาวแท้
อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญคือด้านราคา โดย Teenoi BBQ มีราคา 299+ รวมแล้ว 362 บาท ขณะที่ นายพรานหมูกระทะ ตั้งราคาไว้ที่ 299 Net เนื่องจากบริษัทได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าจำนวนมากเกี่ยวกับความสับสนด้านราคา จึงตัดสินใจเปิดราคาแบบ Net เพื่อให้ลูกค้าทราบค่าใช้จ่ายที่แท้จริงโดยไม่ต้องคำนวณเพิ่มเติม
ส่วนเรื่องคุณภาพอาหารและความสะอาด บริษัทดำเนินธุรกิจสุกี้ตี๋น้อยมากกว่า 100 สาขาแล้ว จึงมีมาตรฐานด้านคุณภาพอาหารและความสะอาดที่ชัดเจนอยู่แล้ว
สำหรับที่มาของชื่อ “นายพราน” นัทธมนระบุว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเด็กน้อย และเมื่อออกแบบโลโก้ออกมาแล้ว ก็มีลักษณะคล้ายลูกของตนเอง จึงรู้สึกว่าเป็นชื่อและภาพลักษณ์ที่น่ารัก เข้าถึงง่าย และจดจำได้ง่ายสำหรับคนไทย จึงกลายมาเป็น “นายพรานหมูกระทะ” ที่ตั้งใจออกไปหาอาหารอร่อยมาให้ลูกค้า

ทุ่ม 125 ล้าน เปิด 5 สาขา เจาะต่างจังหวัดก่อนกรุงเทพฯ
หลังจากวางตำแหน่ง นายพรานหมูกระทะ ให้เป็น New S-Curve ตัวใหม่ของกลุ่มแล้ว สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญในลำดับถัดมาคือการขยายสาขาและการวางยุทธศาสตร์การเติบโต โดยเลือกเจาะตลาดต่างจังหวัดก่อนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างฐานลูกค้า
นัทธมน กล่าวว่า Teenoi BBQ จะไม่แย่งตลาดกับ นายพรานหมูกระทะ อย่างแน่นอน เนื่องจาก Teenoi BBQ อาจยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในต่างจังหวัดมากนัก ด้วยราคาที่สูงกว่าและไม่ได้เป็นร้านที่รับประทานได้บ่อย ขณะที่ นายพรานหมูกระทะ มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า และเป็นเมนูที่สามารถรับประทานได้บ่อยกว่า จึงตอบโจทย์ตลาดต่างจังหวัดมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเลือกเปิดสาขานอกกรุงเทพฯ ก่อน โดยสาขาแรกอยู่ที่ออน ติวานนท์ และมีแผนเปิดเพิ่มเติมที่ขอนแก่น สกลนคร นครปฐม และอุดรธานี ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 5 สาขาภายในปีนี้ โดยแต่ละสาขาจะใช้พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ทำให้การหาพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่มีขนาดเหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ ใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 25 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 125 ล้านบาทสำหรับทั้ง 5 สาขา

สำหรับเหตุผลที่เลือกเปิดสาขาแรกที่ออน ติวานนท์ นั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสาขาสุกี้ตี๋น้อยเปิดให้บริการอยู่แล้ว และเป็นสาขาที่มีลูกค้ารอคิวหนาแน่นตลอดเวลา ทั้งในช่วงกลางวันและช่วงดึก อีกทั้งยังมีกลุ่มคอนโดมิเนียมโดยรอบจำนวนมาก จึงมองว่าเป็นทำเลที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยนายพรานหมูกระทะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.30-05.00 น.
“คนไทยชอบกินหมูกระทะอยู่แล้ว เราต้องการยกระดับหมูกระทะขึ้นมา และต้องการทำให้เข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยความสะอาดและคุณภาพ มาที่นี่รู้เลยว่าต้องได้คุณภาพแบบที่สุกี้ตี๋น้อยทำมาแล้ว เราอยากสร้างพอร์ตฟอลิโอแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้ามากินได้ทุกวันและไม่ซ้ำกัน” นัทธมน กล่าว
ยอดขายลดจาก “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือโอกาสรีโนเวตสาขา
แม้บริษัทจะเดินหน้าสร้างแบรนด์ใหม่และขยายสาขาตามแผนอย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะสั้น ธุรกิจร้านอาหารยังต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากกำลังซื้อและผลกระทบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่บริษัทไม่สามารถเข้าร่วมได้ ส่งผลให้ยอดขายบางช่วงชะลอตัวลง
นัทธมน ระบุว่า โดยปกติบริษัทจะเลือกรีโนเวตสาขาในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายลดลง และในช่วงหลังมานี้ก็ตรงกับช่วงเวลาของโครงการคนละครึ่งพลัสในปีก่อน และโครงการไทยช่วยไทยพลัสในปีนี้
จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายปรับลดลง จึงต้องจัดโปรโมชั่นฟรีเครื่องดื่มรีฟิลเป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อกระตุ้นยอดขาย เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของภาครัฐได้ และปัจจุบันยังคงจัดโปรโมชั่นฟรีน้ำรีฟิลในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-18.00 น. เช่นกัน
เธอระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องรอถึง 1 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์ แต่เพียง 1-2 วันก็สามารถเห็นทิศทางยอดขายได้แล้ว จึงใช้โอกาสดังกล่าวในการรีโนเวตสาขาที่ไม่ได้รับการปรับปรุงมานานกว่า 6 ปี โดยโครงการรีโนเวตดังกล่าวไม่ใช่แผนใหม่ และบริษัทรับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยทั้ง 3 สาขาที่ปิดปรับปรุง จะเปลี่ยนเป็นโมเดล Teenoi Plus+
“ปีนี้แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มมาได้เพียงไม่กี่วัน แต่เรารู้อยู่แล้วว่ายอดขายจะลดลง เพราะมีประสบการณ์จากปีก่อน โดยปัจจุบันยอดขายลดลงกว่า 10% เราจึงเตรียมแผนรีโนเวต ด้วยการปิด 3 สาขาในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายลดลงอยู่แล้ว”

นัทธมน กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของยอดขายเป็นเพียงสถานการณ์ในช่วงนี้เท่านั้น เนื่องจากก่อนเข้าสู่เดือนมิถุนายน บริษัทมีการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งจำนวนลูกค้าในเดือนพฤษภาคมยังเพิ่มขึ้น โดยพึงพอใจกับทั้งจำนวนลูกค้าและยอดขายที่ทำได้ ก่อนจะเริ่มได้รับผลกระทบในเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท และยังคงเป้าหมายการเปิดสาขาตามเดิมโดยยังสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายในทุกเดือน
“ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีความท้าทายหมด เพราะไม่ว่าจะทำอาหารอะไร ก็มีคนทำหมดแล้ว และเราไม่ได้เล่นกับอาหารกระแส แต่เราต้องการยกระดับอาหารไทยให้เข้าถึงง่ายด้วยคุณภาพและมาตรฐาน ความท้าทายมันมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปทำอาหารอะไรก็มีคนทำอยู่แล้ว และมีคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว” นัทธมน กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สุกี้ตี๋น้อยมี 116 สาขา และ Teenoi Plus+ 17 สาขา รวมเป็น 133 สาขา ขณะที่ Teenoi BBQ มี 10 สาขา และ Teenoi Gold มี 2 สาขา ส่วนนายพรานหมูกระทะมีแผนเปิดอีก 5 สาขาภายในปีนี้ดังที่กล่าวไป โดยร้านอาหารทั้งหมดในเครือมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 100,000 คนในวันจันทร์-ศุกร์ และเพิ่มเป็นเฉลี่ยวันละ 140,000 คนในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ :MK รื้อเกมการตลาดครั้งใหญ่ จัดทัพแบรนด์คลุมทุกเซกเมนต์ เร่งสปีด "โบนัสสุกี้" ลุยเปิดสาขาทุกสัปดาห์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


