“ศรีจันทร์” ยอมรับกังวลสงครามกระทบ sentiment จับจ่ายผู้บริโภค เผยตลาดเครื่องสำอางเมืองไทยเผชิญความท้าทายโหดสุดปีนี้ แต่ศรีจันทร์ยังเดินหน้าขยายตลาดเชิงรุก ออกไวท์เทนนิ่งตัวใหม่ พร้อมคว้า “แบมแบม” พรีเซ็นเตอร์ปีที่ 2 หวังยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในตลาดระดับภูมิภาคและสากล
เครื่องสำอางในเมืองไทยมูลค่าตลาดกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี เป็นหนึ่งในสินค้าที่มีการแข่งขันสูงมากที่สุดประเภทหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะมีปัจจัยลบอะไรเกิดขึ้นในตลาดที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเครื่องสำอาง มักไม่ค่อยกังวลเพราะเครื่องสำอางไม่ใช่สินค้าที่ได้รับผลกระทบในลำดับต้นๆ เหมือนสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะคนไทยรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว และทำให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา
แต่สงครามสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ล่าสุด ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการมากกว่าปัจจัยลบอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ที่จะมีผลโดยตรงกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก และสงครามยังจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอยากจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ลดลงด้วย
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ศรีจันทร์ กล่าวว่า ศรีจันทร์จะยังคงเดินหน้าบทบาท T-Beauty Leader ขยายพอร์ตโฟลิโอสกินแคร์ไวท์เทนนิ่งเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัว SRICHAND IN-SKIN Phyto Camellia PDRN นวัตกรรมผิวโกลว์ใส ด้วย Vegan PDRN จากดอกคามิลเลีย ตอบรับเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ศรีจันทร์ยังต่อยอดความร่วมมือกับ แบมแบม - กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อผลักดันศักยภาพ T-SKIN และยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในระดับภูมิภาคและสากล

รวิศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามไทยยังเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ด้าน Skin Health ที่ผู้บริโภคต้องการผิวโกลว์สุขภาพดีควบคู่ศาสตร์ Anti-Aging ที่เอเชียได้ก้าวขึ้นเป็น Trend Setter สำคัญของกระแสนี้ในระดับโลก
ด้วยความที่ศรีจันทร์มีรากฐานความเข้าใจผิวและไลฟ์สไตล์คนไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งสภาพอากาศ มลภาวะ และบริบทวิถีชีวิตที่มีความเป็นเมืองมากขึ้น สะท้อนจากการตอบรับที่ดีและความสำเร็จในกลุ่ม Basic Skincare โดยเฉพาะไลน์ Skin Moisture Burst ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของพอร์ตสกินแคร์ของศรีจันทร์
ในปีนี้ศรีจันทร์จึงได้ขยาย SRICHAND IN-SKIN เข้าสู่ตลาดไวท์เทนนิ่งอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ เพราะไวท์เทนนิ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีสัดส่วนกว่า 45% ของตลาดเครื่องสำอางโดยรวม
การเปิดตัว Phyto Camellia PDRN Series ครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการยกระดับแบรนด์สู่ความเชี่ยวชาญด้าน Skin Health ด้วยการนำนวัตกรรม Vegan PDRN สารสกัด DNA จากดอกคามิลเลีย ผ่านเทคโนโลยี PuriNucle สกัดด้วยกระบวนการธรรมชาติ 100% ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผิวโกลว์ใส ไม่สะดวกหมอง” เพื่อตอบรับเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging และนำแนวคิด T-SKIN แกนสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และใช้ได้กับทุกสภาพผิว เป็นการผสานความเข้าใจผิวไทย T-SKIN กับนวัตกรรมระดับสากล เพื่อย้ำบทบาทศรีจันทร์ในฐานะ T-Beauty Leader และขับเคลื่อนสกินแคร์ไทยสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น
“เนื่องจากตลาดเครื่องสำอางแข่งขันสูง เราต้องคิดอะไรใหม่ๆ ตลอด ลูกค้าชอบการตลาดที่จริงใจ ไม่ต้องเว่อร์วัง ไม่ซับซ้อนมาก แต่ต้องมีลูกเล่นใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เคยเวิร์คในปีก่อน ในปีนี้อาจจะไม่เวิร์ค เราต้องปรับกลยุทธ์เข้าถึงผู้บริโภค ด้วยหลักการตลาดที่ไม่ซับซ้อนดูลูกค้าว่าชอบอะไร และเราต้องไปอยู่ตรงนั้นให้ได้” รวิศกล่าว

เขากล่าวอีกว่า การต่อยอดความร่วมมือกับ “แบมแบม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การใช้พรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง แต่ศรีจันทร์ได้นำ Insight และตัวตนของแบมแบมในฐานะศิลปินเอเชียที่มีอิทธิพลระดับภูมิภาค มาผสานกับจุดยืน T-SKIN เพื่อสะท้อนภาพ “ผิวไทยสู่เวทีสากล” อย่างชัดเจน
“แบมแบมทำให้ศรีจันทร์มีภาพลักษณ์ที่อินเตอร์มากขึ้น เพราะมีฐานแฟนทั่วโลก และยังจะมุ่งสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาว ควบคู่กับการวางตำแหน่งแบรนด์ให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงการขยายฐานตลาดในเอเชีย โดยศรีจันทร์จะเดินหน้าสื่อสารแบบ 360 องศา ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ เพื่อสร้าง Impact การรับรู้ในวงกว้าง” รวิศบอก

สำหรับไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “Phyto Camellia PDRN Series” ประกอบด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่
1.SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Cleansing Gel Foam
2.SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Essence
3.SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Serum เซรั่ม
4.SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Gel Cream
สินค้านี้มีจำหน่ายผ่านช่องทาง Website SRICHAND Official, Lazada, Shopee และ TikTok Shop (SRICHAND Official) หรือช็อปวัตสัน อีฟแอนด์บอยม บิวเทรียม บูทส์ และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ
“ในปี 2026 ผมมีฝันที่อยากทำ T-Beauty ไปในตลาดระดับโลก อยากเห็นแบรนด์คนไทยขายในต่างเทศและมีคนพูดถึงแบรนด์ไทยมากๆ อยากเห็นคนต่างชาติใช้ของไทย และคนไทยใช้แบรนด์ไทย เป็นฝันที่ใหญ่มาก ผมทำแล้วและจะทำต่อไปเรื่อยๆ” รวิศกล่าว
เขายังระบุอีกว่า “ปี 2026 เป็นปีที่ตลาดเต็มไปด้วยปัจจัยลบ เฉพาะใน 1-2 เดือนนี้ ศรีจันทร์ได้ทบทวนแผนตลาด งบต่างๆ ไป 3 รอบแล้ว ซึ่งท้าทายจริงๆ การทบทวน 3 รอบถือว่าบ่อยสุดแล้ว อย่างตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่ศรีจันทร์ไม่คาดคิดมาก่อน ไม่รู้จะจบยังไง และจะส่งผลต่อความรู้สึกอยากซื้อของหรือไม่ สำหรับศรีจันทร์สำคัญมาก ถ้าคนไม่อยากซื้อและประหยัดเงิน”
รวิศกล่าวว่า ปีนี้ศรีจันทร์ตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 20% เท่านั้น เพราะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้จำนวนมาก ในปีที่ผ่านมาศรีจันทร์มียอดขาย 2,050 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดในประเทศและมีเพียง 5% มาจากตลาดต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ ลาว และอีก 2-3 ประเทศในเร็วๆ นี้
นอกจากในประเทศ รวิศกล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรในต่างประเทศเพื่อขยายตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนในตะวันออกกลางจะเริ่มเจรจาอีกครั้งภายหลังความขัดแย้งยุติลง สำหรับต้นทุนแพ็คเกจจิ้งที่คาดว่าจะสูงขึ้นจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทวางแผนรับมือด้วยการซื้อแพ็คเกจจิ้งไว้ล่วงหน้า เพราะไม่สามารถผลักต้นทุนให้คอนซูมเมอร์ในระยะสั้นได้
ส่วนเรื่องแผนการเข้าตลาดหุ้นฯ ต้องเลื่อนออกไปก่อนเพราะสถานการณ์ตลาดยังไม่ค่อยดี และบริษัทจะมามุ่งเรื่องการจัดการระบบภายใน เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ทำให้วิธีคิดในการทำงาน ต้นทุนโครงสร้างองค์กร และกิจกรรมบางอย่างเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
“ธุรกิจความงามปีนี้โหดกว่าปีก่อน ปีนี้กำลังซื้อโดยรวมจะซึมๆ แต่วิกฤตบางอย่างก็ทำให้แบรนด์ก้าวสู่โอกาสใหม่ๆ สินค้าครีมซองของเรา เช่น มอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์ราคา 39 บาท ขายดีสุด คนซื้อน้อยแต่ยอมซื้อบ่อย สินค้าสกินแคร์แบบซองของเรามี 20-30 รายการ มีหลายสูตรครอบคลุมทุกเซกเมนต์ รายได้ครีมซองน่าจะเติบโตได้ดีปีนี้ ตอนนี้เราหนักใจสุดเรื่องกำลังซื้อของผู้บริโภค sentiment ไม่ค่อยดี เครื่องสำอางจะหยุดเฉยๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเติบโตถดถอย เราหวังว่าระหว่างปีจะมีข่าวดีที่มาทำให้ตลาดคึกคักบ้าง” รวิศกล่าว
ภาพ: ศรีจันทร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญใหม่ พร้อมดึง “เก่ง-น้ำปิง” เป็นพรีเซ็นเตอร์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

