ด้วยชื่อ The Food School อาจสื่อถึงการเป็น "โรงเรียนสอนทำอาหาร" แต่ที่แห่งนี้กลับมีความพิเศษกว่านั้น เพราะมีแนวคิดที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่า ต้องการเป็นมากกว่าโรงเรียนสอนทำอาหาร จึงนิยามตัวเองว่าเป็น "แพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้" ที่ไม่เพียงเปิดกว้างสำหรับการนำหลักสูตรการเรียนการสอนต่างๆ เข้ามาเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา ยังนำแนวคิดการบ่มเพาะสตาร์ทอัพมาปรับใช้ด้วยการสร้างพื้นที่ Test Kitchen เพื่อเป็นศูนย์บ่มเพาะประสบการณ์ทางธุรกิจให้ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอาหารเข้ามาทดลองใช้พื้นที่พัฒนาสูตร รวมถึงสร้างนวัตกรรม และทดลองขายจริง เพราะเป้าหมายสูงสุดของ The Food School คือ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองของการขับเคลื่อนระบบนิเวศของธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
แน่นอนว่าการจะไปสู่เป้าหมายใหญ่เช่นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย The Food School Bangkok จึงเกิดจากการผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 3 พาร์ตเนอร์ ประกอบด้วยบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน), แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จํากัด ผู้ให้บริการอุปกรณ์เครื่องครัวและออกแบบสร้างห้องครัวชั้นนำของเอเชีย และบริษัท โกลว์ฟิช โคเวิร์คกิ้ง สเปซ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท เฮอริเทจ เอสเตทส์ จำกัด ผู้พัฒนาโรงแรม Ad Lib และ Khon Kaen Innovation Centre (KIC)

ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกรรมการผู้จัดการฝ่ายการศึกษา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เล่าถึงที่มาของการร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า "ด้วยความที่ทั้ง 3 พาร์ตเนอร์มีความเกี่ยวพันกับ Value Chain ของอาหารค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 เราก็มีไอเดียว่าจะทำโปรเจกต์นี้ จนพอเกิดโควิด-19 เราก็ยังเชื่อมั่นว่า โปรเจกต์นี้มาถูกทาง เพราะแม้โควิด-19 จะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือความคิดผู้คนหลายอย่าง แต่หนึ่งในเทรนด์ที่ยังมาแรงต่อเนื่องคือ ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ดังนั้น เราเลยอยากทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับห่วงโซ่นี้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ"
อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากโรงเรียนสอนทำอาหารในบ้านเราที่มีอยู่มากมาย The Food School จึงตั้งใจเป็นมากกว่าโรงเรียนสอนทำอาหาร และมุ่งสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมและผลิตมืออาชีพเข้าสู่วงการอาหารผ่านการเสริมทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญ

ปริม จิตจรุงพร ประธานกรรมการบริหารของบริษัท แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จํากัด เสริมว่า จุดเด่นของ The Food School คือ เป็นเจ้าแรกในตลาดที่นำหลักสูตรและความเชี่ยวชาญของสถาบันสอนประกอบอาหารระดับโลกถึง 3 แบรนด์มารวมไว้ในที่เดียว ได้แก่ ALMA โรงเรียนสอนทำอาหาร อิตาเลียน ระดับแนวหน้าของโลก ได้พัฒนาเชฟมืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านอาหารและขนมอิตาเลียนโดยเฉพาะ การันตีความสำเร็จจากการสร้างเชฟมืออาชีพมากกว่า 1,000 คนต่อปี TSUJI สถาบันสอนการประกอบอาหารชั้นนำอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ที่รักษามาตรฐานด้านการเรียนการสอนในศาสตร์และศิลปะของอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 60 ปี ผลิตเชฟที่มีชื่อเสียงมากมายของญี่ปุ่น และวิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันสอนศิลปะการประกอบอาหารและธุรกิจการบริการแห่งแรกในประเทศไทย ที่ผลิตเชฟและบุคลากรมืออาชีพด้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี โดยมีการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ผู้เรียนตั้งแต่ทักษะขั้นพื้นฐานในการประกอบอาหาร ไปจนถึงทักษะผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังออกแบบให้มี Test Kitchen ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับบุคคลทั่วไปที่มองหา Cloud Kitchen ที่มีอุปกรณ์ครบทันสมัยเพื่อพัฒนาสูตรหรือใช้เป็นพื้นที่ทดสอบไอเดีย สร้างอาหารจานใหม่หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนเป็นพื้นที่สำหรับลองทำธุรกิจด้านอาหาร หรือเป็นพื้นที่จัดงานต่างๆ ได้อีกด้วย
"นอกจากเราจะเห็นการเติบโตของธุรกิจอาหารและโรงแรม เรายังเห็นโอกาสของเชฟไทยที่สามารถก้าวสู่การเป็น Executive Chef ในโรงแรมที่เป็นระดับ Global ได้ แต่เพราะการเชื่อมต่อทางการศึกษากับโลกของการทำงานจริงในบางอย่างยังขาดไป จึงมองว่า The Food School จะเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างโอกาส และสร้างชุมชนสำหรับคนรักอาหารหรือ Food Community"

ด้านกวิน ว่องกุศลกิจ ผู้ก่อตั้ง Glowfish Co-Working Space บอกเล่าถึงอีกหนึ่ง Core Value ที่ The Food School ให้ความสำคัญคือ การสร้างนวัตกรรม


"ข้อดีของการที่เราเป็นศูนย์รวมสถาบันสอนการประกอบอาหารระดับโลก เพราะนอกจากทั้ง 3 สถาบันหลัก เรายังมีหลักสูตรย่อยๆ ที่รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดีที่สุดจากเชฟผู้สอนระดับท็อปของประเภทอาหารแต่ละสัญชาติ ทำให้ผู้เรียนเหมือนมีทางลัดในการเรียนรู้ และยังสามารถต่อยอดการเรียนรู้ข้ามสายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆ นอกจากนี้เรายังมีพื้นที่ให้คนมาทดลองทำธุรกิจอาหาร มาพัฒนาเมนู แผนธุรกิจ หากยังไม่อย่างเสี่ยงเปิดร้านอาหารทันทีที่เรียนจบ ก็มาอยู่ตรงนี้ก่อน ยังมีทีมงานที่พร้อมช่วยให้คำปรึกษาและคำแนะนำ พอธุรกิจอยู่ตัว ค่อยขยับขยาย"

ทั้งนี้ศิรเดช ยังเสริมด้วยว่า "เรามีประสบการณ์ทำโรงเรียนสอนอาหารมาก่อน เรารู้ว่าธุรกิจการศึกษาต้องใช้เวลา ยิ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพมาก ไม่ได้มองแค่ว่า เราพัฒนาบุคลากรออกไปเป็นเชฟ แต่เรากำลังพัฒนาบุคลากรรุ่นต่อไปให้กับอุตสาหกรรมอาหารและโลกของเรา ดังนั้น นอกจากทักษะความรู้ในการประกอบอาหาร มุมมองการต่อยอดในเชิงธุรกิจ เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ อย่างที่นี่เรามีหลักสูตรสอนทำอาหารอิตาเลียน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้อง Import วัตถุดิบเข้ามา เราพยายามมองหาว่าอะไรที่สามารถใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นด้วย สนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรและฟาร์มท้องถิ่นของไทย จะเห็นว่าเราไม่ได้สอน Hard Skill อย่างเดียว แต่สอน Soft Skill อื่นๆ เพราะเราเชื่อว่าต่อให้อนาคตเทรนด์ AI จะเข้ามา แต่ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่ เป็นการยกระดับอุตสาหกรรม เพราะสุดท้ายธุรกิจอาหารไม่ได้ต้องการความ Hi-Tech แต่ต้องการความ High- Touch หรือการเอาใจใส่ ดังนั้น เราจึงอยากพัฒนาทักษะที่ทำให้เกิด High-Touch เพื่ออยู่ในโลกที่มีความ Hi-Tech"
หลังจาก The Food School เปิดตัวมาราว 2 ปี กวินกล่าวว่า มีทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ และอีกหลายเป้าหมายที่ยังต้องรอเวลา "โจทย์ของเราคือ การสร้างเชฟรุ่นใหม่ที่สามารถเปลี่ยนโลก ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา นอกจากกลุ่มคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว เรายังต้องการคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่มนักศึกษาที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรม"
ขณะที่ปริมทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่อยากให้คนนึกถึงเวลาพูดถึง The Food School คือ เราเป็น Creative Culinary Hub ถ้าอยากมาทำอะไรเกี่ยวกับครัวที่ไม่ใช่แค่โลกของการเรียนทำอาหาร แต่อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ Value Chain ของอาหาร เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์นี้"