ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แทบทุกองค์กรต่างเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ออโตเมชัน และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่ในความเป็นจริง หลายโครงการกลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างที่คาดหวัง เพราะเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า "มีเทคโนโลยีอะไรใหม่" มากกว่าการตั้งคำถามว่า "ลูกค้ากำลังเผชิญปัญหาอะไร"
สำหรับ บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชันธุรกิจดิจิทัล การจัดการเอกสาร และบริการด้านไอที คำตอบของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไม่เคยเริ่มต้นจาก AI หรือซอฟต์แวร์ แต่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ "Business Challenge" ของลูกค้าอย่างแท้จริง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทภายใต้แนวคิด Customer-Centric Business Transformation ซึ่งวางให้ "ลูกค้า" เป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบโซลูชัน ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
"เราไม่ได้เริ่มต้นจากการนำเสนอเทคโนโลยี แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจความท้าทายของลูกค้า เพราะเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจของลูกค้า"
คุณอากิระ ไซโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
แนวคิดนี้สะท้อนรากฐานของบริษัทที่มีประวัติยาวนานเกือบ 60 ปีในประเทศไทย และมีต้นกำเนิดจาก ฟูจิ ซีร็อกซ์ก่อนจะเข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มฟูจิฟิล์มอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น เพื่อสะท้อนบทบาทใหม่จากผู้ผลิตเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์สำนักงาน สู่ผู้ให้บริการโซลูชันด้านบิสซิเนสอินโนเวชันและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร
ปัจจุบัน กลุ่มฟูจิฟิล์มดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ Business Innovation, Electronics, Imaging และ Healthcare โดยกลุ่ม Business Innovation ถือเป็นธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของบริษัท ครอบคลุมทั้ง Office Solutions, Business Solutions และ Graphic Communications ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจฮาร์ดแวร์สู่การสร้างคุณค่าผ่านซอฟต์แวร์ บริการ และโซลูชันดิจิทัล
ขณะเดียวกัน บริษัทได้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมของทั้งองค์กรภายใต้แนวคิด "Giving Our World More Smiles" ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น แต่หมายถึงการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า พนักงาน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผ่านแผน Sustainable Value Plan 2030 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการรีไซเคิลและนำเครื่องมัลติฟังก์ชันกลับมาผลิตใหม่ ซึ่งโรงงานรีไซเคิลแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์จะเริ่มส่งมอบผลิตภัณฑ์มายังประเทศไทยภายในปีนี้
สำหรับคุณอากิระ ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากฝ่ายขายเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ประสบการณ์การทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าคือจุดเริ่มต้นของปรัชญาการบริหารในวันนี้ ก่อนต่อยอดด้วยการทำงานด้านกลยุทธ์ การวางแผนธุรกิจ และการพัฒนาองค์กร จนหล่อหลอมเป็นแนวคิดการบริหารที่ผสาน "Customer Focus" เข้ากับ "Strategic Thinking"
"ประสบการณ์จากฝ่ายขายสอนผมว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการขายผลิตภัณฑ์ แต่เกิดจากการเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราจะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร นั่นคือหลักคิดที่ผมนำมาใช้ในการบริหารองค์กรเสมอ" คุณอากิระ กล่าว

Customer-Centric จุดเริ่มต้นของทุกการเปลี่ยนแปลง
แม้ปัจจุบันคำว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน จะกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก แต่คุณอากิระเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ใช่โครงการระยะสั้น และไม่ใช่การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งองค์กร
นั่นคือเหตุผลที่ ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจไว้บน 3 เสาหลัก ได้แก่ Customer-Centric Business Transformation, One-Stop DX Partner และ Long-Term Partnership โดยทุกเสาหลักล้วนเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ก่อนเชื่อมโยงผู้คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
"ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากการซื้อเทคโนโลยีใหม่ แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าธุรกิจของลูกค้ากำลังเผชิญปัญหาอะไร และเทคโนโลยีแบบใดที่จะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ดีที่สุด" คุณอากิระ กล่าว
คุณอากิระเล่าว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย สิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือหลายองค์กรยังมีขั้นตอนการทำงานแบบแมนนวล และใช้เอกสารจำนวนมาก ตั้งแต่การอนุมัติเอกสารภายใน ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงกระบวนการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งไม่เพียงใช้เวลามาก แต่ยังเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน
นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยบริษัทนำเทคโนโลยีด้าน OCR, Workflow Automation และ AI มาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากเอกสารกระดาษให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถประมวลผลได้ทันที ลดภาระการป้อนข้อมูลด้วยมือได้ถึง 70-80% และเปิดโอกาสให้บุคลากรใช้เวลาไปกับงานที่สร้างคุณค่ามากกว่า
"เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำให้กระดาษกลายเป็นไฟล์ดิจิทัล แต่คือการทำให้คนไม่ต้องเสียเวลากับงานซ้ำๆ และสามารถนำศักยภาพของตนเองไปสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้มากกว่าเดิม"

One-Stop DX Partner เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของซอฟต์แวร์เพียงตัวเดียว
แม้หลายองค์กรจะตระหนักถึงความสำคัญของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่การทำให้ระบบ กระบวนการทำงาน และผู้คนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณอากิระมองว่า ไม่มีผู้ให้บริการรายใดครอบครองเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในทุกด้าน สิ่งที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่ผู้ขายผลิตภัณฑ์ แต่คือพันธมิตรที่สามารถเลือกและผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด เพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจของแต่ละองค์กร
นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด One-Stop DX Partner ที่ ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) กำลังผลักดัน โดยทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยง (Integrator) ระหว่างเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และกระบวนการทำงาน เพื่อออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบ End-to-End ตั้งแต่การจัดการเอกสาร ระบบ Workflow ระบบอัตโนมัติ AI ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์
"เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะมีเทคโนโลยีทุกอย่างในโลก แต่เราต้องการเป็นองค์กรที่เข้าใจปัญหาของลูกค้าได้ดีที่สุด และสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดมาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจของลูกค้า" คุณอากิระ กล่าวเสริม
แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากจุดแข็งที่บริษัทสั่งสมมานานหลายทศวรรษ นั่นคือเครือข่ายลูกค้าโดยตรง (Direct Sales Channel) ซึ่งครอบคลุมลูกค้ากว่า 10,000 รายทั่วประเทศไทย
เครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขาย แต่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทีมงานเข้าใจ Pain Point ของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ภาคการผลิต สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล ไปจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอี
เมื่อเข้าใจปัญหา บริษัทจึงสามารถออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง หรือโซลูชันจากพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
"ลูกค้าไม่ได้ถามว่าอยากได้ AI หรือ OCR แต่ถามว่าจะลดต้นทุนได้อย่างไร จะทำงานได้เร็วขึ้นอย่างไร หรือจะรับมือกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ได้อย่างไร หน้าที่ของเราคือแปลโจทย์ทางธุรกิจเหล่านั้นให้กลายเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง"
ปัจจุบัน ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น มีเครือข่ายพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจำนวนมากทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก ทำให้บริษัทสามารถคัดเลือกเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาประกอบเป็นโซลูชันเดียว แทนที่จะจำกัดลูกค้าไว้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพียงอย่างเดียว
โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ทำให้บทบาทของบริษัทเปลี่ยนจาก "ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน" ไปสู่ "พันธมิตรด้าน Business Transformation" ที่ช่วยวางกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระยะยาว

เปลี่ยน "กระดาษ" ให้กลายเป็นข้อมูล เปลี่ยน "ข้อมูล" ให้กลายเป็นศักยภาพขององค์กร
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือการจัดการเอกสาร ซึ่งยังเป็นความท้าทายขององค์กรจำนวนมากในประเทศไทย
คุณอากิระเล่าว่า เมื่อเดินทางมาทำงานในประเทศไทย สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือองค์กรจำนวนไม่น้อยยังต้องใช้เอกสารกระดาษจำนวนมากในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การยื่นขอใบอนุญาตทำงาน การลงนามในสัญญา ไปจนถึงเอกสารด้านบัญชีและการเงิน เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบสั่งซื้อ และใบส่งของ
กระบวนการเหล่านี้มักต้องอาศัยการตรวจสอบและป้อนข้อมูลด้วยมือ ซึ่งไม่เพียงใช้เวลามาก แต่ยังเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และทำให้บุคลากรต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม
จากจุดแข็งที่สั่งสมมาจากธุรกิจเครื่องพิมพ์และการจัดการเอกสาร บริษัทจึงพัฒนาเทคโนโลยี OCR ร่วมกับ AI เพื่อดึงข้อมูลจากเอกสารเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับ Workflow ขององค์กร
ผลลัพธ์คือ พนักงานไม่จำเป็นต้องป้อนข้อมูลทีละรายการอีกต่อไป แต่เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติข้อมูล ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนลงได้ประมาณ 70-80% พร้อมเพิ่มทั้งความรวดเร็ว ความถูกต้อง และประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน
"ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันไม่ได้หมายถึงการแทนที่คนด้วย AI แต่คือการปลดปล่อยให้คนไม่ต้องเสียเวลากับงานซ้ำๆ เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาไปกับการคิด วิเคราะห์ และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในสิ่งที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้"
ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับ ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) เทคโนโลยีไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพของผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของบริษัทที่เชื่อว่า "Business Innovation ต้องเริ่มต้นจาก People Innovation"


