ไม่ใช่แค่ความท้าทายแต่คือโอกาส เมื่อไทยมีผู้สูงอายุเกือบ 14 ล้านคน คาดมูลค่าการใช้จ่ายในเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พุ่งแตะ 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 เปิดทางแบรนด์ขยายตลาดไปยังผู้บริโภค “รุ่นใหญ่” ที่มีกำลังซื้อ ตั้งแต่สินค้าเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยี ไปจนถึงแฟชั่นและไลฟ์สไตล์
ชาคิต พรหมยศ ประธานกรรมการบริหาร ยังแฮปปี้ (YoungHappy) ธุรกิจพัฒนาแพลตฟอร์มและกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปเกือบ 14 ล้านคน คิดเป็น 21.6% ของประชากรทั้งหมด โดยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ภายในปี 2572 ซึ่งรวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย และคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด
ในจำนวนผู้สูงอายุ 14 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงประมาณ 1% กลุ่มที่เริ่มเจ็บป่วยประมาณ 9% และอีกกว่า 90% เป็นกลุ่มที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงมีสุขภาพดีและไม่เข้าสู่ภาวะติดเตียง
หากแบ่งตามสถานะทางเศรษฐกิจ ชาคิตระบุว่า ประมาณ 7 ล้านคนยังอยู่ในตลาดแรงงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐ ขณะที่กลุ่มฐานะร่ำรวยมีประมาณ 5 แสนคน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 6 ล้านคนเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างกลางหรือชนชั้นกลาง ซึ่งมีเงินเก็บจากการทำงานประจำที่ผ่านมา
โดยสิ่งที่น่ากังวลคือผู้สูงอายุในเขตเมืองมีแนวโน้มเผชิญความยากลำบากมากกว่าผู้สูงอายุในต่างจังหวัด โดยเฉพาะปัญหาการใช้ชีวิตเพียงลำพัง ซึ่งชาคิตระบุว่า ภายในปี 2573 ผู้สูงอายุที่เป็นคนโสดจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจนแตะ 20%
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งนี้ไม่ได้เป็นความท้าทายทางสังคมในด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “โอกาสครั้งใหญ่” ของประเทศ จากมูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภครุ่นใหญ่ หรือ “silver economy” ที่คาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดจาก 2.18 ล้านล้านบาท ในปี 2566 สูงสุดถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576
เจาะอินไซต์กำลังซื้อรุ่นใหญ่ ช่องว่างตลาดใหม่
ชาคิตกล่าวว่า การนิยามผู้สูงวัยในยุคปัจจุบันต้องวัดกันที่ “เป้าหมายชีวิต” ไม่ใช่เพียง “ตัวเลขของอายุ” การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยไม่ใช่ภาระที่ต้องบริหารจัดการ แต่คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีทั้งประสบการณ์ เวลา ความรู้ และกำลังซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางที่มีสัดส่วนมากที่สุด
เขาให้ข้อมูลว่า สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ไม่มีภาระค่าที่อยู่อาศัยแล้ว แบ่งเป็นค่าอาหาร 30% ค่ารักษาพยาบาล 30% ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงหรือความต้องการส่วนตัว 20% และเงินเก็บอีก 20% สะท้อนว่าผู้สูงอายุยุคใหม่กล้าใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากขึ้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการมีเงินสำรองด้วย
เพื่อรับมือและต่อยอดโอกาส ชาคิตกล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุยังมีขอบเขตค่อนข้างจำกัด โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหมวดยา อาหารเสริม บ้านพักคนชรา และผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ขณะที่ความต้องการใหม่ซึ่งยังมีช่องว่างในตลาด ได้แก่ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เนื่องจากยังไม่มีแบรนด์ที่เจาะตลาดนี้โดยเฉพาะอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งไม่ต้องการใช้สินค้าที่ทำให้ตัวเองดูแก่ จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับธุรกิจในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์
ขณะเดียวกัน เขาระบุว่า ธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งการใช้ AI เพื่อความบันเทิง เช่น การสร้างภาพของตัวเอง รวมถึงการนำไปใช้ในการทำงาน ตลอดจนแกดเจ็ตอย่างสมาร์ทวอทช์ที่เริ่มกลายเป็นอุปกรณ์ที่ผู้สูงอายุใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
เขากล่าวด้วยว่า อีกกลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นคือบริการและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบตรวจจับการล้ม ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ดูแลได้มากเมื่อเทียบกับการนำผู้สูงอายุไปพักอาศัยในบ้านพักคนชรา
ในด้านพฤติกรรมการซื้อ ผู้สูงอายุต้องการจ่ายเงินเพื่อสินค้าที่เหมาะกับความต้องการของตัวเอง โดยกลุ่มชนชั้นกลางให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าราคา หากสินค้ามีราคาสูงแต่ตอบโจทย์และคุ้มค่าก็พร้อมซื้อ ส่วนกลุ่มพรีเมียมมีความสามารถและความเต็มใจในการใช้จ่ายมากกว่า
ทั้งนี้ ชาคิตระบุว่า สิ่งที่ผู้สูงอายุมีร่วมกันคือ “ความช่างสงสัยและเวลาในการค้นหาข้อมูล” ทำให้มีแนวโน้มตั้งคำถามและเปรียบเทียบสินค้าและบริการก่อนตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงตลาดผู้สูงอายุ
“เมื่อก่อนทุกคนจะพูดว่าแบรนด์ที่จับกลุ่มผู้สูงอายุคือเรื่องโภชนาการ แต่ปัจจุบันเราเห็นในกลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งแฟชั่น และโปรแกรมเที่ยว ซึ่งไม่ใช่การเที่ยวแบบสบายๆ อีกต่อไป บางกลุ่มต้องการเที่ยวแบบท้าทาย เพราะผู้สูงอายุกลุ่มใหม่คือกลุ่มที่แข็งแรง สิ่งนี้จึงตัดภาพคนแก่ที่ไม่มีกำลังออกไป” ชาคิตกล่าว
YoungHappy เชื่อมแบรนด์เข้าถึงตลาดสูงวัย
การเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงวัยทำให้ภาคธุรกิจมีโอกาสขยายตลาดไปสู่ผู้สูงอายุมากขึ้น หนึ่งในธุรกิจที่เข้ามาเชื่อมโยงตลาดดังกล่าวคือ ยังแฮปปี้ โดยปัจจุบันเข้าถึงผู้คนผ่าน Facebook และ LINE Official Account มากกว่า 1.5 แสนคน มีสมาชิกมากกว่า 3 หมื่นคน และมียอดเข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 3 แสนครั้งต่อปี ผ่านกิจกรรมออนไลน์และออนไซต์ รวมถึงแพลตฟอร์ม YoungHappy Plus
ชาคิตกล่าวว่า บริษัททำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับผู้สูงอายุ เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ขณะที่ผู้สูงอายุก็สามารถเข้าถึงสินค้า บริการ และกิจกรรมในราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันมีแบรนด์เข้าร่วมสนับสนุน 17 แบรนด์ และคาดว่าปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40 แบรนด์
เขาระบุว่า แนวโน้มการทำตลาดกับผู้สูงอายุมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากรายได้ของยังแฮปปี้ที่เติบโตเฉลี่ยประมาณ 30% นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 9 ปีก่อน
โดยดำเนินธุรกิจทั้งรูปแบบ B2B, B2C และ B2G ซึ่งชาคิตเผยว่า ปัจจุบันรายได้ประมาณ 60% มาจากธุรกิจ B2B ส่วนที่เหลือมาจาก B2C ซึ่งให้บริการกิจกรรมและโปรแกรมที่ผู้สูงอายุสมัครเข้าร่วมและจ่ายเงินด้วยตัวเอง เช่น การท่องเที่ยว เรียนศิลปะ และเรียนร้องเพลง ขณะที่ธุรกิจ B2G เป็นการทำโครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น การฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมอาชีพให้ผู้สูงอายุ
ภาพ: Image by Lifestylememory on Magnific และ YoungHappy
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ฟิตเนส เฟิรส์ท ทุ่ม 330 ล้านรุกตลาดไทย เปิดคลับใหม่-ปรับโฉมสาขาเดิม รับคนเข้ายิมถี่ขึ้น 25% ตั้งเป้ารายได้โต 5-10%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


