“อิน สาริน” ถอดบทเรียนปั้น F&B ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ต้องซื้อซ้ำ-ตลาดใหญ่พอ เตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่ รุก “ก๋วยเตี๋ยว-ขนมไทย”

“อิน สาริน” ถอดบทเรียนปั้น F&B ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ต้องซื้อซ้ำ-ตลาดใหญ่พอ เตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่ รุก “ก๋วยเตี๋ยว-ขนมไทย”

จาก Holiday Pastry สู่ Yolk “อิน-สาริน รณเกียรติ” เดินหน้าขยายอาณาจักร F&B ภายใต้ เดอะ ฮอลิเดย์ กรุ๊ป เตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่ รุกตลาดร้านก๋วยเตี๋ยวและขนมไทย พร้อมเผยบทเรียนสำคัญวันที่ยอดขายร่วงจากหลักแสนเหลือหลักพัน จนเข้าใจว่า “ความอร่อยอย่างเดียวไม่พอ”


    หากกล่าวถึงนักแสดงที่ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงชื่อของ อิน-สาริน รณเกียรติ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) จากการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์อย่าง ไท้-วสุวัส คูหาเปรมกิจ พัฒนาแบรนด์ร้านขนม Holiday Pastry ที่เริ่มต้นจากช่องทางออนไลน์ ก่อนต่อยอดสู่แฟล็กชิพสโตร์ในย่านเจริญนคร รวมถึงศูนย์การค้าชั้นนำหลายแห่งในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดสู่แบรนด์ Yolk กับเมนูทาร์ตไข่พรีเมียมสไตล์ฮ่องกงที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 บริษัท เดอะ ฮอลิเดย์ จำกัด มีรายได้รวม 58,749,726 บาท

    ล่าสุด ภายในงานเปิดการประกวดรางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ ครั้งที่ 7 หรือ Thailand Franchise Award 2026 (TFA 2026) อิน สาริน ในฐานะ Chief Marketing Officer ของ เดอะ ฮอลิเดย์ กรุ๊ป ได้ขึ้นเวทีร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ โดยเล่าถึงเส้นทางการสร้างแบรนด์ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนวันนี้มีหลายแบรนด์อยู่ในพอร์ต ทั้ง Holiday Pastry, Yolk และ เฮ หมูกระทะ

    อิน สาริน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเขามองว่าเป็นช่วงเวลาที่ “ทุกคนถูกเซ็ตซีโร่เหมือนกัน” แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้เต็มที่ จึงมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมา หากไม่เริ่มในตอนนั้น ก็อาจไม่มีจังหวะที่ดีกว่านี้ ประกอบกับตัวเขาและพาร์ทเนอร์มีความสนใจธุรกิจ F&B อยู่ก่อนแล้ว ด้วยความที่เป็นคนชอบกิน ชอบเดินทาง และเคยซื้อสูตรอาหารเอาไว้ เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะได้ทำธุรกิจอาหารจริงจัง เมื่อเกิดโควิดจึงตัดสินใจเริ่มทันที

    ช่วงแรก Holiday Pastry เริ่มจากธุรกิจออนไลน์ ทำกันแบบ Home cook ใช้สูตรจากออนไลน์แล้วนำมาปรับให้เข้ากับรสชาติคนไทย โดยเฉพาะเรื่องระดับความหวานที่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ “ความเข้าใจรสชาติของลูกค้า” ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Holiday Pastry เติบโตอย่างรวดเร็ว แม้วันนี้ธุรกิจจะมีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นไม่ได้มองทุกอย่างผ่านเลนส์ธุรกิจ เพราะตัวเองมาจากการเป็นนักแสดงและเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการศึกษา Market Size หรือข้อมูลเชิงลึกของตลาด แต่เริ่มจาก “ความอยากทำ” ล้วนๆ กระทั่งเมื่อธุรกิจเติบโตได้ดีในปีแรก ก่อนยอดขายจะลดลงอย่างหนักในปีถัดมา

    “ถามว่าขายดีตลอดมั้ย คำตอบคือไม่ พอขายได้ดีมากๆ ในปีแรก จากนั้นพอเริ่มเข้าปีที่สอง ยอดขายจากวันละ 1 แสนบาท เหลือ 2 พันบาท เป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าธุรกิจ F&B มันต้องเริ่มจาก Market Size ถึงแม้จะอร่อยจริง แต่อัตราการซื้อซ้ำมันพอหรือไม่”

    จากยอดขายวันละแสนเหลือเพียงไม่กี่พัน จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ อิน สาริน เข้าใจว่าธุรกิจอาหารไม่ได้วัดกันแค่ความอร่อย แต่ต้องมองเรื่องอัตราการซื้อซ้ำและขนาดตลาดด้วย

    เขายกตัวอย่างว่า แม้คนจะชอบร้านของหวานร้านหนึ่งมากแค่ไหน แต่พฤติกรรมการบริโภคอาจเกิดขึ้นเพียงเดือนเว้นเดือน ขณะที่อาหารอย่างก๋วยเตี๋ยวกลับมีอัตราการซื้อซ้ำสูงกว่ามาก ดาต้าในปัจจุบันพบว่าคนกรุงเทพฯ 9 ใน 10 คน สั่งก๋วยเตี๋ยวอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง แปลว่าถ้าทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยและถูกใจ ก็มีโอกาสได้อัตราการซื้อซ้ำถึง 24 ครั้งต่อปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มมองธุรกิจผ่านข้อมูลมากขึ้น เพราะหากมีดาต้ารองรับตั้งแต่ต้นก็เหมือนมีตัวการันตีชัยชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง” ส่วนที่เหลือจึงเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า การบริการ และประสบการณ์ที่ส่งมอบให้ลูกค้า


จาก Holiday Pastry ถึง HEY EXPRESS เกม F&B ที่แตกต่างกัน

    จากวันที่เริ่มต้นกันเพียงไม่กี่คนแบบธุรกิจครอบครัว วันนี้ เดอะ ฮอลิเดย์ กรุ๊ป เติบโตขึ้นเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น เขายอมรับว่าโชคดีที่ได้พาร์ทเนอร์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านโอเปอเรชั่นและการวางระบบองค์กร ทำให้เริ่มเห็นภาพระยะยาวว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการเติบโตไปในทิศทางใด และนั่นคือจุดที่ทำให้ เดอะ ฮอลิเดย์ กรุ๊ป เริ่มแตกพอร์ตธุรกิจออกเป็นหลายแบรนด์ เพื่อรองรับลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

    ปัจจุบัน Holiday Pastry ถูกวางอยู่ในเซกเมนต์พรีเมียม เน้นความคิดสร้างสรรค์และการสร้างแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจเมื่อถือสินค้า ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือวัตถุดิบเท่านั้น แต่รวมถึงภาพลักษณ์ที่แบรนด์สามารถส่งต่อให้ลูกค้าได้ โดยมีทั้งหมด 4 สาขา ทั้งที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ สุขุมวิท และแฟล็กชิปสโตร์ที่เจริญนคร ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้

    ขณะที่ Yolk ถูกวางให้อยู่ในเซกเมนต์ Masstige หรือการผสมระหว่างความพรีเมียมและตลาดแมส โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นพนักงานออฟฟิศ อิน สาริน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดจากการเห็นข้อมูลว่าธุรกิจเบเกอรี่เป็นตลาดที่มีอัตราการซื้อซ้ำสูง และยังมีช่องว่างให้ผู้เล่นใหม่เข้าไปแย่งมาร์เก็ตแชร์ได้

    เขาจึงเลือกโฟกัสไปที่ “ทาร์ตไข่” ในฐานะ Hero Product ของแบรนด์ แทนที่จะพยายามทำทุกอย่างเหมือนร้านขนมยุคก่อน เพราะมองว่าผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับความเป็น Specialty มากขึ้น ร้านหนึ่งไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเมนู แต่ต้องมีสินค้าที่โดดเด่นและชัดเจนพอให้คนจดจำได้

    “ปัจจุบันพอผู้เล่นเยอะขึ้น มันบีบให้ทุกคนเก่งขึ้น เราจึงไม่ต้องเก่งทุกอย่าง เราเก่งแค่ฮีโร่ของเรา มีพระเอก มีพระรอง พอแล้ว”

    แรงบันดาลใจของ Yolk มาจากการเห็นวัฒนธรรมร้านทาร์ตไข่ในฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งเขามองว่าทาร์ตไข่ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่มีอยู่จริงและสามารถเติบโตได้ระยะยาว

    หลังเปิดตัวในปีแรก Yolk สามารถสร้างยอดขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดของเซ็นทรัลเวิลด์นับตั้งแต่เปิดห้างมา ก่อนจะเริ่มขยายเมนูเพิ่มเติมในปีถัดมาอย่างชาเพื่อสุขภาพ เพื่อเพิ่ม Ticket Size และสร้างโอกาสในการซื้อเพิ่มจากลูกค้าเดิม ปัจจุบัน Yolk มี 10 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ CBD ของกรุงเทพฯ และมีแผนขยายสู่โซนชานเมือง รวมถึงหัวเมืองต่างจังหวัด

    อีกหนึ่งแบรนด์ในพอร์ตคือ เฮ หมูกระทะ ซึ่ง อิน สาริน ยกให้เป็นตัวอย่างของการปรับตัวตามเทรนด์ตลาด แม้ช่วงแรกแบรนด์จะเติบโตได้ดี แต่เมื่อเทรนด์หมูกระทะและหม่าล่าหม้อไฟเริ่มชะลอตัว บริษัทจึงเลือกปรับโมเดลใหม่สู่ “HEY EXPRESS” ที่เน้นอาหารจานด่วนและเดลิเวอรี่ เช่น ข้าวไก่ทอดและหมูทอด เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศช่วงพักกลางวัน ซึ่งหลังจากปรับโมเดลก็สามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และปัจจุบันมีทั้งหมด 3 สาขา


เปิด 2 แบรนด์ใหม่ปีนี้ รุกตลาดก๋วยเตี๋ยวและขนมไทย

    สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ อิน สาริน เผยว่าเตรียมเปิดอีก 2 แบรนด์ใหม่ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ก๋วยเตี๋ยว เพราะมองว่าเมนูเส้นเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคได้ทุกมื้อ ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น อีกทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในศูนย์การค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขามีความถนัดในการขยายสาขา โดยอาศัยข้อมูลจากแลนด์ลอร์ดรายใหญ่อย่างเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาโมเดลธุรกิจให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในเดือนกันยายนปีนี้

    “ลอร์ดเจ้าใหญ่ในไทย ทั้งเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ รวมกันก็ 60 สาขาแล้ว เอาง่ายๆ เลย ผมทำอะไรที่จะไปห้างได้ทั้ง 60 สาขาบ้าง ต้องทำอะไรให้ตรงทาร์เก็ตคนเดินห้าง ก็ไปขอข้อมูลเหล่านั้นกับห้างมา และก็นำมาพัฒนาแบรนด์”

    อีกแบรนด์ที่อยู่ระหว่างพัฒนาคือแบรนด์ขนมไทย แม้อาจไม่ได้เป็นขนมไทยดั้งเดิมทั้งหมดแบบทองหยิบหรือฝอยทอง เพราะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้าน Shelf Life เพราะอากาศที่ร้อนของประเทศไทย รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น แต่เขามองว่าตลาดขนมไทยยังมีศักยภาพในการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยจะเปิดตัวแบรนด์ภายในปีนี้เช่นกัน


โมเดลแฟรนไชส์น่าสนใจ แต่ต้องทำหลังบ้านให้ดีก่อน

    สำหรับการขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ อิน สาริน ยอมรับว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจ และที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากนักลงทุนต่างชาติหลายราย ทั้งจากจีน เกาหลี และมาเลเซีย ที่สนใจซื้อในระดับหลายร้อยสาขา แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องการขยายให้เร็วที่สุด หากเป็นความพร้อมของระบบหลังบ้านและโอเปอเรชั่นในการซัพพอร์ตพาร์ทเนอร์ เพราะมองว่าแฟรนไชส์ไม่ใช่แค่การขายแบรนด์ แต่คือความรับผิดชอบระยะยาวต่อคนที่นำเงินมาลงทุนกับบริษัท

    “เรื่องแฟรนไชส์จริงๆ ก็มีคิด และมองในส่วนของอินเตอร์เนชั่นแนลก่อน เพราะกำลังในประเทศเรายังไหว แต่การที่เราเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ เราต้องทำเหมือนแพกเกจประกันชีวิต เพราะคนที่เดินเข้ามาสมัครกับเรามีงบประมาณไม่เท่ากัน และมีทาร์เก็ตที่ต่างกัน ดังนั้น แฟรนไชส์ควรมีโมเดลที่ราคาถูก กลาง แพง ทุกวันนี้เราซัพพอร์ต 20-30 สาขาของเราได้สบาย แต่ถ้าจะขึ้นไปหลักร้อย องค์กรก็ต้องพร้อมเหมือนกัน”

    ท้ายที่สุด อิน สาริน มองว่าแม้ธุรกิจ F&B จะเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ทุกคนต้องกินต้องใช้ จึงมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ แต่ในความเป็นจริงตลาดไม่ได้เติบโตขึ้นทุกปี มีทั้งผู้เล่นใหม่ที่เข้ามา และผู้เล่นเก่าที่ค่อยๆ หายไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ร้านดังในระยะสั้น เพราะทุกวันนี้ใครก็สามารถสร้างไวรัลผ่านโทรศัพท์ได้ แต่คือการทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถยืนระยะและเติบโตได้ในระยะยาวมากกว่า




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ส่องธุรกิจดารารุ่นใหม่ จากคนบันเทิงสู่ผู้ประกอบการ ต่อยอดชื่อเสียงเป็นเงินล้าน ปั้นแบรนด์-ขยายสาขา-ทำกำไร

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine