“พีช พชร” รุกตลาดขนมพรีเมียม เปิดตัวแบรนด์ MAW (มาว) ปั้นข้าวเกรียบกุ้งสไตล์ Global Taste ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 55-71 ล้านบาท

“พีช พชร” รุกตลาดขนมพรีเมียม เปิดตัวแบรนด์ MAW (มาว) ปั้นข้าวเกรียบกุ้งสไตล์ Global Taste ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 55-71 ล้านบาท

FORBES THAILAND / ADMIN
12 Mar 2026 | 11:21 AM
READ 237

พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ลุยสร้างธุรกิจต่อเนื่อง ล่าสุดรุกตลาดขนมพรีเมียม จับมือผู้ร่วมก่อตั้งชาวฟิลิปปินส์ เปิดตัวแบรนด์ MAW (มาว) จับเทรนด์ Affordable Indulgence ปั้นข้าวเกรียบกุ้งสไตล์ Global Taste ราคาเริ่ม 69 บาท นำร่องวางขายที่ TOPS ทั้งหมด 724 สาขาทั่วประเทศ ตั้งเป้ารายได้โต 55–71 ล้านบาทในปีแรก


    ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องของการกิน

    ล่าสุด พีช–พชร จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ MAW (มาว) ประกาศเปิดตัวธุรกิจใหม่ในตลาดขนมพรีเมียม โดยเลือกเข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่มองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่างขนมแมสและขนมนำเข้าระดับพรีเมียม ด้วยการสร้างแบรนด์ขนมที่ตั้งใจยกระดับโมเมนต์ธรรมดาให้พิเศษขึ้น ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary

    พีช-พชร จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า “เรามองว่าตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้เข้าถึงง่าย แต่ยังขาดทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ รวมถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง MAW (มาว) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างสองฝั่งนี้ ด้วยขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงได้จริงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถกินได้บ่อยในชีวิตประจำวัน”

    อินไซต์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและยกระดับไลฟ์สไตล์

    ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณ และเลือกใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence หรือสินค้าที่ให้คุณภาพและประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่มาในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

    แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดขนมไม่ได้เติบโตเพียงในแง่ปริมาณการบริโภค แต่กำลังเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งต้องการของดีที่มีคุณภาพแบบเมืองนอก ควบคู่ไปกับราคาที่ไม่กระทบงบมากเกินไป และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ MAW (มาว) เชื่อว่าตลาดนี้ยังมีพื้นที่สำหรับแบรนด์ใหม่ที่เข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก ทั้งในมิติของรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน

    สำหรับ MAW (มาว) เป็นชื่อแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Mouth และ Jaw สื่อถึงภาพปากของคนกินที่ช่างเลือก มีสไตล์ และชอบเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยวางบทบาทแบรนด์ให้เป็น Tastemaker ที่คัดสรรรสชาติและประสบการณ์มาแล้วอย่างตั้งใจ ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary และนิยามตัวเองเป็น Accessible Indulgence หรือการเป็นแบรนด์ที่เข้ามาเติมเต็มโมเมนต์ธรรมดาในชีวิตประจำวันให้พรีเมียมและน่าพึงพอใจยิ่งขึ้น ในแบบที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้จริง โดยไม่ต้องรอจังหวะพิเศษหรือใช้ความพยายามมากเกินไป


    จากความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดขนมในไทย MAW (มาว) เลือกเปิดตัวโปรดักต์แรกด้วยข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม (Premium Prawn Cracker) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากอินไซต์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบเกรดสูงเพื่อลดกลิ่นคาวกุ้งแบบเดิมๆ การออกแบบรูปทรงให้ดูทันสมัยคล้าย French Fries Cut ไปจนถึงการคิดค้นรสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจาก Global Taste และนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย

    โดยเปิดตัว 3 รสชาติหลัก ได้แก่ Spicy Mentaiko Mayo รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากจานทานเล่นยอดนิยมของญี่ปุ่น เพิ่มมิติความซับซ้อนด้วยความเค็มละมุนของเมนไทโกะ ผสานความหวานนัวของมายองเนส และปิดท้ายด้วยรสเผ็ดซี้ดเล็กๆ ที่ปรับมาให้ถูกใจรสนิยมของคนไทย

    ต่อมาที่ Cheddar Jalapeño รสชาติฟิวชันสไตล์อเมริกัน–เม็กซิกันที่จัดจ้านมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยความเข้มข้นและความมันของเชดดาร์ชีสอเมริกัน ตัดด้วยรสเผ็ดเปรี้ยวของพริกฮาลาปินโญ่ให้รสชาติที่กลมกล่อมแต่ชัดเจน

    และสุดท้าย Salted Rosemary Butter รสชาติเนยเค็มเข้มข้น เนื้อสัมผัสครีมมี่ ผสานกลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรโรสแมรี่ ถ่ายทอดประสบการณ์การกินที่เค็มมันกลมกล่อม แปลกใหม่ด้วยกลิ่นอายแบบยุโรป โดยวางจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ในราคา 69 บาท และขนาด 120 กรัม ในราคา 145 บาท


    ซึ่ง MAW (มาว) ยังโฟกัสฐานลูกค้าชัด เพื่อเลี่ยงเกมราคา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือ Urban Tastemaker อายุ 25–35 ปี คนเมืองที่มีรสนิยม เปิดรับเทรนด์ใหม่ และมองขนมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ของกินเล่น

    และด้วยเหตุนี้แบรนด์จึงเลือกเริ่มต้นจาก Niche Market แทนการลงสนามแมสตั้งแต่แรก และเปิดตัวผ่าน Exclusive Partnership กับ TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับ Positioning ของแบรนด์อย่างชัดเจน

    ในปีแรก MAW (มาว) ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 55–71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1–0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้นในระยะถัดไป

    โดยให้ความสำคัญกับช่องทางการขายออฟไลน์เป็นหลักราว 70% พร้อมวางแผนขยายสู่ช่องทางออนไลน์ในลำดับถัดไป และในระยะ 3–5 ปี ยังวางแผนต่อยอดสินค้าใหม่ๆ และขยายสู่ตลาดต่างประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านเหรียญฯ และยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนไทย ประกอบกับการที่แบรนด์มี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรและความเข้าใจตลาดในระดับพื้นที่ ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกวางเป็น Destination แรกในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : รายได้โต แม้เด็กเกิดน้อย! รู้จัก “BabyLovett” แบรนด์เสื้อผ้าเด็กไทย 200 ล้าน ถักทอคุณภาพ ครองใจพ่อแม่ยุคใหม่

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine