ใครๆ ก็ต้องไปสู่โยเกิร์ต! KAMU KAMU แตกไลน์ “Yothé” เปลี่ยนยอดโยเกิร์ต 5 แสนแก้วสู่แบรนด์ใหม่ ลุย Emsphere ที่แรก ก่อนขยาย 100 สาขาใน 5 ปี

ใครๆ ก็ต้องไปสู่โยเกิร์ต! KAMU KAMU แตกไลน์ “Yothé” เปลี่ยนยอดโยเกิร์ต 5 แสนแก้วสู่แบรนด์ใหม่ ลุย Emsphere ที่แรก ก่อนขยาย 100 สาขาใน 5 ปี

FORBES THAILAND / ADMIN
05 Oct 2026 | 05:32 PM
READ 75

KAMU KAMU เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจเพื่อลดการพึ่งพาเมนูชา ประกาศเปิดตัวแบรนด์ใหม่ "Yothé" (โยเต้) ต่อยอดอินไซต์ยอดขายโยเกิร์ตทะลุ 5 แสนแก้ว ชูคอนเซปต์ "Tea Meets Yogurt" นำชามาเบลนด์กับโยเกิร์ตญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น 69 บาท พร้อมจุดขายให้ลูกค้า DIY ท็อปปิ้งเองได้ นำร่องสาขาแรกที่ Emsphere 10 ต.ค. นี้ ก่อนลุยขยายครบ 100 สาขาใน 5 ปี


    ตลาดเครื่องดื่มที่มีแบรนด์และเมนูใหม่เข้ามาแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเติบโตของผู้เล่นเดิมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เดิมเพียงอย่างเดียว

    ล่าสุด KAMU KAMU เลือกขยายพอร์ตธุรกิจด้วยการเปิดตัว “Yothé” แบรนด์เครื่องดื่มใหม่ที่นำ “ชา” ซึ่งเป็นฐานความเชี่ยวชาญของบริษัท มาต่อยอดกับ “โยเกิร์ต” เพื่อเปิดน่านน้ำใหม่และสร้างเซกเมนต์ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

    ทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า ตลอดช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการเลือกเครื่องดื่มของผู้บริโภคเปลี่ยนไปต่อเนื่อง จากเดิมที่เครื่องดื่มหนึ่งแก้วอาจตอบโจทย์เพียงเรื่องรสชาติและความสดชื่น ปัจจุบันผู้บริโภคมองหาทั้งคุณภาพ รสชาติใหม่ ความสนุกในการเลือก และสินค้าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

    ดังนั้นโจทย์ของ KAMU KAMU จึงไม่ได้อยู่แค่การพัฒนาเมนูชาใหม่ แต่คือการหาว่าความเชี่ยวชาญที่บริษัทสะสมมาจะสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจอื่นได้อย่างไร

    หนึ่งในสัญญาณสำคัญมาจากผลตอบรับของเมนูโยเกิร์ตในร้าน KAMU KAMU ซึ่งทำยอดขายทะลุ 500,000 แก้วในช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2569 หรือภายในระยะเวลา 5 เดือน สะท้อนว่าผู้บริโภคเปิดรับเครื่องดื่มที่มีรสชาติและรูปแบบแตกต่างจากเมนูชาดั้งเดิม

    จากจุดดังกล่าว บริษัทจึงนำสองสิ่งที่มีฐานผู้บริโภครองรับอยู่แล้ว ได้แก่ “ชา” ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของ KAMU KAMU และ “โยเกิร์ต” ซึ่งมีผลตอบรับจากลูกค้า มาพัฒนาเป็นแบรนด์ Yothé ภายใต้แนวคิด “tea meets yogurt”

    “แนวคิดของบริษัทคือไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสิ่งใหม่จากสิ่งที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้จักเสมอไป แต่สามารถนำสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้วมาผสมกันในรูปแบบใหม่ โดยโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้สิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบสามารถไปต่อได้บนความเชี่ยวชาญที่บริษัทมีอยู่”

​

ทินกฤต สินทัตตโสภณ


จากเมนูทดลอง สู่การสร้างแบรนด์ใหม่

    ทินกฤต กล่าวต่อว่า เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ดังกล่าว Yothé จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็นเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงสองตลาดใหญ่อย่างชาและโยเกิร์ตเข้าด้วยกัน โดยโจทย์หลักของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ใช่แค่การทำโยเกิร์ตให้ “มีกลิ่นชา” แต่ต้องดึงคาแรกเตอร์ของชาออกมาให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการรักษาเนื้อสัมผัสอันนุ่มละมุนของโยเกิร์ตเอาไว้

    ด้วยความตั้งใจที่ต้องการผสานสองส่วนผสมให้เข้ากันอย่างสมดุล แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาสะท้อนผ่านชื่อแบรนด์ “Yothé” ที่เกิดจากการนำคำว่า YOGURT มารวมกับ “THé” ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าชา เพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ tea meets yogurt ที่แบรนด์ใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนาสินค้า

    และเพื่อให้คอนเซปต์นี้เกิดขึ้นจริงอย่างสมบูรณ์แบบ แบรนด์จึงให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านชาของ KAMU KAMU มาเบลนด์เข้ากับโยเกิร์ตคุณภาพพรีเมียมจากญี่ปุ่น

    อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงแต่บริษัทเลือกกำหนดราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้สินค้าไม่กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มพรีเมียมที่บริโภคเป็นครั้งคราว แต่สามารถแข่งขันในตลาดแมสที่ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อดื่มได้เป็นประจำทุกวัน


​

เปิดให้เลือกเอง ดึงพฤติกรรม Personalization

    นอกเหนือจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ Yothé ยังดึงเทรนด์ personalization มาสร้างจุดขาย โดยเปิดให้ผู้บริโภคออกแบบเครื่องดื่มได้เองผ่านรูปแบบ DIY & Customize ที่สามารถ mix & match ส่วนประกอบและเลือกท็อปปิ้งได้มากกว่า 22 รายการ

    ทินกฤต ขยายความถึงกลยุทธ์นี้ว่า “เรามองว่าลูกค้ายุคนี้ต้องการมีประสบการณ์ร่วมและอยากสะท้อนตัวตนผ่านแบรนด์มากขึ้น การให้อิสระในการเลือกรสชาติและส่วนผสมเองจึงตอบโจทย์อินไซต์นี้ได้ตรงจุด ขณะเดียวกันในมุมของการบริหารจัดการธุรกิจ โมเดลนี้ยังช่วยให้เราสร้างความหลากหลายของเมนูได้ไม่รู้จบ โดยที่บริษัทไม่ต้องแบกรับต้นทุนหรือเสียเวลาในการคิดค้นโปรดักต์สำเร็จรูปใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดจำนวนมาก”

    ตลอดจนเพื่อสร้างความโดดเด่นและแยกภาพลักษณ์ออกจาก KAMU KAMU อย่างเด็ดขาด Yothé ได้ดึงโทนสีแดง-ขาวมาเป็นสีหลัก พร้อมเปิดตัวแมว “Yoshi” เป็นมาสคอตประจำแบรนด์ เพื่อสร้างการจดจำในทุกจุดสัมผัสตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ หน้าร้าน ไปจนถึงกิจกรรมการตลาด

    ควบคู่ไปกับการสื่อสารผ่าน 3 DNA หลัก ได้แก่ “HEALING” เครื่องดื่มที่เยียวยาในชีวิตประจำวัน, “UNBOUND” การกล้าทดลองสิ่งใหม่ และ “COOL” ความสนุกในการสร้างสรรค์เมนูของตนเอง

​


เปิดสาขาแรก Emsphere ก่อนขยาย 100 สาขาใน 5 ปี

    ทั้งนี้ จากโมเดลธุรกิจที่วางไว้อย่างรัดกุม Yothé พร้อมเดินหน้าทดสอบตลาดจริง โดยเตรียมเปิดสาขาแรก ณ ศูนย์การค้า Emsphere ชั้น G ในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 พร้อมประเดิมเสิร์ฟเมนู Yothé signature นำร่อง 9 รายการ อาทิ tomato yoshi, mango mojo ฯลฯ

    นอกจากนี้ การเปิดแฟลกชิปสโตร์ที่ Emsphere ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเปิดตัวให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการประเมินทิศทางตลาด ซึ่งหากผลตอบรับเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทเตรียมเดินหน้าตามโรดแมปขยายสาขา Yothé ให้ครบ 100 แห่งภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อปั้นเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เรือธงในการสร้างฐานลูกค้าระยะยาว

    “Yothé ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เราต้องการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงคนในวงกว้างผ่านคุณภาพและราคาที่จับต้องได้ โดยการขยายสาขาจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้แนวคิด tea meets yogurt มีพื้นที่ที่แข็งแกร่งในตลาดเครื่องดื่มไทย” ทินกฤตย้ำ

    การแจ้งเกิดของ Yothé จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ KAMU KAMU ในการนำดาต้าและพฤติกรรมผู้บริโภคมาต่อยอดธุรกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยโจทย์ท้าทายหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่การพิสูจน์รสชาติในสาขาแรก แต่คือขีดความสามารถในการสเกลธุรกิจ เพื่อทำให้เป้าหมาย 100 สาขาเกิดขึ้นได้จริงตามแผน


ภาพ : KAMU KAMU

ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์




​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “The Baristro” ร้านกาแฟจากเชียงใหม่ สยายปีกบุกเมืองกรุง จับมือ CPN ปูพรมพระราม 2 ต่อจากทองหล่อ กางแผนปีหน้าลุยขยายเพิ่มอีก 7-10 สาขา

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​