กาวซีเมนต์ "จระเข้" พร้อมลุยตลาดเคมีภัณฑ์ หวังตลาดต่างประเทศโต 20% ใน 5 ปี ภายใต้แกนนำ CEO คนใหม่

กาวซีเมนต์ "จระเข้" พร้อมลุยตลาดเคมีภัณฑ์ หวังตลาดต่างประเทศโต 20% ใน 5 ปี ภายใต้แกนนำ CEO คนใหม่

"จระเข้" เผยแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ารักษาเบอร์ 1 ตลาดกาวซีเมนต์และยาแนว พร้อมลุยตลาดเคมีภัณฑ์มากขึ้น และขยายตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบอาเซียนให้โตเพิ่มเป็น 20% ใน 5 ปี ภายใต้แกนนำของ "จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์" CEO คนใหม่


    หลังจากดำรงตำแหน่งบริษัทผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ราว 2 ปี ล่าสุดในปี 2569 นี้ "จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์" ก็ได้ขยับมานั่งแท่นกุมบังเหียนครองตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของธุรกิจแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา 

    และนี่ยังถือเป็นครั้งแรกที่ทางทีมผู้บริหารของแบรนด์จระเข้ได้เปิดโอกาสให้เหล่าบรรดาสื่อมวลชนได้พบปะพูดคุย พร้อมกับเผยแนวทางธุรกิจที่จะสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนรวมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของไทย

    "จระเข้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 34 ในปีนี้ โดยเรายังตั้งเป้ารักษาการเป็นเบอร์ 1 ของตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 50% อีกทั้งยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นส่งออกไปยังตลาดหลักอย่าง CLMV โดยประเทศเมียนมา สามารถสร้างยอดขายรองจากไทย ถัดมาคือ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ตามลำดับ นอกจากนี้เรายังกระจายส่งออกไปยังหลายๆ ประเทศที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้อย่าง มัลดีฟส์ และแทนซาเนีย ซึ่งเป็นประเทศในแถบแอฟริกา เป็นต้น ถึงแม้จะยังเป็นตัวเลขการส่งออกที่ไม่มาก แต่เรามีแผนที่จะขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้นกว่าเดิมจากสัดส่วนราว 10% เพิ่มขึ้นเป็น 20% ภายใน 5 ปี โดยจะโฟกัสไปยังประเทศในแถบอาเซียนมากขึ้น" จิรัฏฐ์ กล่าว

    ทั้งนี้ CEO ของจระเข้ ยังบอกด้วยว่า การเกิดเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังประเทศนี้เพิ่มมากขึ้น ด้านเวียดนามเองก็มีการตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองโฮจิมินห์จากการมองเห็นศักยภาพของประเทศที่มีตลาดกระเบื้องใหญ่กว่าไทยถึง 3 เท่า อีกทั้งเวียดนามยังนิยมสินค้าแบรนด์จระเข้จนทำให้เกิดสินค้าก็อปปี้เลียนแบบออกมาขายตามท้องตลาดมากมาย ซึ่งการเข้าไปเปิดบริษัทที่นี่ก็ทำให้คนเวียดนามรู้จักแบรนด์ไทยของแท้และหันมาซื้อใช้มากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่กัมพูชาหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามชายแดนกับไทยก็มีผลให้ยอดขายตกลงตามไปด้วย ส่วนลาวนั้น พฤติกรรมผู้บริโภคในส่วนของผู้มีรายได้สูงจะนิยมเลือกใช้สินค้าพรีเมียมที่แบรนด์จระเข้ช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ก็น่าจะทำให้ในการขยายตลาดในส่วนของเคมีภัณฑ์และอื่นๆ ภายใต้แบรนด์นี้เป็นไปง่ายขึ้นในอนาคต



    และถึงแม้หลายคนจะมองว่าศรษฐกิจไทยยังซบเซาโดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ที่ธนาคารเอกชนต่างปล่อยกู้สำหรับซื้อบ้านใหม่ยากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดบ้านมือสองก็มีความคึกคักตอบโจทย์กำลังซื้อของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดย CEO ของจระเข้ บอกว่า  "สินค้าวัสดุก่อสร้างและเคมีภัณฑ์ของเรา สามารถตอบโจทย์ทั้งการก่อสร้างบ้านใหม่หรือการซ่อมแซมบ้านมือสองได้ในขณะเดียวกัน แต่ปัจจัยลบที่อาจจะมีผลกระทบต่อธุรกิจในปีนี้แบบเห็นได้ชัด ก็น่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่อยากให้มีรัฐบาลใหม่และนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนให้ครบตลอดระยะเวลา 4 ปี ทางผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จะได้ปรับตัวและวางแผนดำเนินการต่างๆ ให้ชัดเจนได้ตามไปด้วย"

​    

ภาพ : บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 18 ปี "Asava Group" ธุรกิจขยายอาณาจักรโตต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 69 รายได้รวมเพิ่ม 30%

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine