“หัสวีร์-นันท์ธร” สองวิศวะปั้นแบรนด์ Harmenstone เจาะอินไซต์ Gen Z เปลี่ยนศรัทธาเป็นธุรกิจร้อยล้าน

“หัสวีร์-นันท์ธร” สองวิศวะปั้นแบรนด์ Harmenstone เจาะอินไซต์ Gen Z เปลี่ยนศรัทธาเป็นธุรกิจร้อยล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
05 May 2026 | 03:30 PM
READ 521

ในวันที่ความเชื่อและศรัทธา กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ สองวิศวกรอย่าง “หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์” และ “นันท์ธร พรกุลวัฒน์” จึงได้มองเห็นช่องว่างในตลาด ปั้นแบรนด์เครื่องประดับ “Harmenstone” เปลี่ยนพลังสายมูให้กลายเป็นสินค้า ดีไซน์ และยอดขายหลักร้อยล้าน


    ความเชื่อและศรัทธาอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน หลายคนจึงมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ “สายมู” ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีกรรมหรือของขลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ไลฟ์สไตล์” และ “การแสดงตัวตน” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกพกพาความเชื่อในรูปแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเอง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและพลังใจได้อย่างกลมกลืนกับการใช้ชีวิต

    ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยรอบด้าน ผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้หญิงวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับ “ความสงบของจิตใจ” มากขึ้น ส่งผลให้เทรนด์ “มูเตลู” ก้าวข้ามความเชื่อเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไลฟ์สไตล์

    โดยข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะ 2.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2574 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาด “มูเก็ตติ้ง” ที่นำความเชื่อมาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

    สำหรับประเทศไทย ตลาดมูเตลูมีมูลค่าราว 1-1.5 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้บริโภค Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 73.2% ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองว่าเป็นสายมูอย่างชัดเจน พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการบูชาความเชื่อแบบดั้งเดิม สู่สินค้าเสริมพลังใจที่ผสานวัฒนธรรมป๊อป จนกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตน


เจาะอินไซต์สายมู สู่แบรนด์ Harmenstone

    Harmenstone คือหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มองเห็นข้อมูลเชิงลึกและขับเคลื่อนเทรนด์ดังกล่าว ด้วยการยกระดับเครื่องประดับหินพรีเมียมผ่านงานดีไซน์ที่ร่วมสมัย โดยผสานความเชื่อและความศรัทธาเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว

    การนำอินไซต์นี้มาตีโจทย์จึงเป็นการสร้างความแตกต่างในตลาด ด้วยดีไซน์เครื่องประดับที่ตอบโจทย์สายมูยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด แบรนด์จึงสามารถเปลี่ยนเครื่องประดับให้เป็นมากกว่าสิ่งที่สวมใส่ได้ โดยถ่ายทอด “คุณค่าทางใจ” ที่ช่วยเสริมความมั่นใจและพลังบวกให้กับผู้สวมใส่

    Harmenstone ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดย หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ และ นันท์ธร พรกุลวัฒน์ สองวิศวกรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องประดับสายมูที่ยังขาดความโมเดิร์นและไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

    ทั้งสองจึงพัฒนาเครื่องประดับภายใต้คอนเซ็ปต์ “มูมินิมอล” ที่ผสานพลังจากธรรมชาติและความเชื่อเข้ากับดีไซน์ที่ใส่ได้ทุกวัน ทุกโอกาส โดยยึดมั่นในงานออกแบบและงานฝีมือระดับสูงที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดังกล่าวผ่านชื่อแบรนด์ Harmenstone ที่สะท้อนความสมดุล (Harmony) และหินธรรมชาติ (Stone) เพื่อส่งต่อพลังให้แก่ผู้สวมใส่

    นอกจาก มูมินิมอลที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์แล้ว ทั้งคู่ยังขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล ตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภคไปจนถึงความถูกต้องตามหลักความเชื่อ เพื่อให้ทุกชิ้นงานมอบคุณค่าทั้งในเชิงสัญลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

    โดยคอลเล็กชั่นที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับแบรนด์คือ “The Mantra Rings” หรือแหวนซ่อนยันต์ที่ถ่ายทอดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ “โอม มณี ปัทเม หุม” ผ่านดีไซน์ร่วมสมัยอย่างประณีต และคอลเล็กชั่น “แชกงหมิว” ซึ่งแบรนด์ได้เดินทางไปประกอบพิธีปลุกเสกถึงวัดแชกงที่ฮ่องกง เพื่อส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับผู้สวมใส่


โตทะลุ 100 ล้าน ปักธงสู่ตลาดโลก

    เบื้องหลังความสำเร็จของ Harmenstone คือกระบวนการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภค การศึกษาความหมายขององค์เทพ ไปจนถึงการคัดเลือกสถานที่ประกอบพิธีตามหลักความเชื่ออย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ทุกชิ้นงานไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายที่จับต้องได้

    ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนผ่านการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2567 บริษัท คารวะ โกลบอล จำกัด ซึ่งมีแบรนด์ในเครืออย่าง Harmenstone และ Karava Thailand มีรายได้รวมกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกำไร 7.4 ล้านบาท ส่วนในปี 2568 ที่ผ่านมา Harmenstone สามารถสร้างยอดขายนิวไฮทะลุ 100 ล้านบาทได้สำเร็จ

    หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของ Harmenstone คือการรุกตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะบนลาซาด้าที่แบรนด์ได้รับเลือกให้อยู่บน LazMall Luxury ทำให้แบรนด์มีช่องทางหลักในการเข้าถึงฐานลูกค้าที่มีทั้งความสนใจและกำลังซื้อ และเป็นช่องทางที่สร้างยอดขายสูงสุดของแบรนด์ลำดับต้นๆ โดยสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยหลักล้านบาทต่อเดือนได้อย่างต่อเนื่อง

    เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากเพียงช่องทางการขาย แต่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกของแพลตฟอร์ม ทำให้แบรนด์เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์สู่ตลาดพรีเมียม ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

    นอกเหนือจากการเดินหน้าพัฒนาคอลเล็กชั่นใหม่อย่างต่อเนื่องแล้ว ในก้าวถัดไป Harmenstone ยังวางแผนขยายการเติบโตสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านงานฝีมือและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

    ความสำเร็จของ Harmenstone จึงไม่ได้เกิดจากโชคหรือกระแสมูเตลูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการสร้างความแตกต่างผ่านสินค้าที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักความเชื่อ และสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส โดยผสานศิลปะเข้ากับความศรัทธาอย่างมีชั้นเชิง




ข้อมูลจาก ลาซาด้า, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ส่องธุรกิจดารารุ่นใหม่ จากคนบันเทิงสู่ผู้ประกอบการ ต่อยอดชื่อเสียงเป็นเงินล้าน ปั้นแบรนด์-ขยายสาขา-ทำกำไร

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine