“เซ็นทรัล รีเทล” ปิดปี 68 รายได้ทะยานสู่ 253,165 ล้าน แต่กำไรสุทธิลดลง 6%

“เซ็นทรัล รีเทล” ปิดปี 68 รายได้ทะยานสู่ 253,165 ล้าน แต่กำไรสุทธิลดลง 6%

เซ็นทรัล รีเทล ปิดไตรมาส 4 ด้วยกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงโต 17% จากไทย-เวียดนาม และรายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้ 253,165 ล้านบาท กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 7,432 ล้านบาท ลดลง 6% เดินหน้าเสริมแกร่งอีโคซิสเต็มบนกลยุทธ์ New Heights, Next Growth พร้อมขับเคลื่อนตลาดหลักไทย-เวียดนามเต็มสูบ เตรียมเสนอจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.11 บาท


    ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า “ปี 2568 เซ็นทรัล รีเทล ยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมในภาคค้าปลีก-ค้าส่ง จะเต็มไปด้วยความท้าทาย และแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว แต่เซ็นทรัล รีเทล ยังสามารถรับมือความผันผวนในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความแข็งแกร่งของ CRC Ecosystem ภายใต้กลยุทธ์ New Heights, Next Growth ที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Multi-category และ Multi-format ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ฟู้ด ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ผสานแพลตฟอร์มออมนิแชแนล

    “รวมถึงยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จากการควบคุมต้นทุน การบริหารโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องที่มั่นคงและอัตราส่วนทางการเงินปรับตัวดีขึ้น

    “โดยเซ็นทรัล รีเทล รายงานผลประกอบการจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (ไม่รวมประเทศอิตาลี) โดยสามารถสร้างรายได้รวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 253,165 ล้านบาท (+4% YoY) และเฉพาะไตรมาส 4 อยู่ที่ 71,162 ล้านบาท (+12% YoY) พร้อมทั้งสามารถสร้างกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงของทั้งปี 2568 อยู่ที่ 7,432 ล้านบาท (-6% YoY) และเฉพาะไตรมาส 4 อยู่ที่ 2,729 ล้านบาท (+17% YoY)”

    นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรารวม 1.11 บาทต่อหุ้น ซึ่งแบ่งเป็นเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี โดยเป็นการจัดสรรผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติซึ่งไม่นับรวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าการลงทุนซึ่งเป็นรายการตั้งด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดครั้งเดียว 0.53 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษจากการขายห้างสรรพสินค้า Rinascente ในอัตรา 0.58 บาทต่อหุ้น (จ่ายครั้งที่ 2) และทั้งนี้หากรวมการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากการขายห้างสรรพสินค้า Rinascente ครั้งที่ 1 ซึ่งจ่ายเมื่อปี 2568 จำนวน 0.70 บาทต่อหุ้นด้วยนั้น จะทำให้บริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลรวม 1.81 บาทต่อหุ้น

ปเนต มหรรฆานุรักษ์


    โดยไฮไลต์สำคัญในปี 2568 คือ การปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ของเซ็นทรัล รีเทล โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและต่อยอดศักยภาพระหว่างธุรกิจในเครือ นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์ความสำเร็จของธุรกิจตลอดปี 2568 ดังนี้

    - การยกระดับและขยายเครือข่ายสาขาเชิงกลยุทธ์ เพื่อครองความเป็นผู้นำในทุกภูมิภาค อาทิ การปรับโฉมห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บางรัก, การเปิดสาขาใหม่ของท็อปส์รวม 9 แห่ง และยกระดับอีก 3 สาขาสู่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ด้านโก โฮลเซลล์ มีการเปิดสาขาใหม่ 4 แห่ง และไทวัสดุ ขยายเพิ่ม 3 สาขา

    ส่วนธุรกิจในประเทศเวียดนาม ได้สร้างความสำเร็จผ่านการขยายสาขาศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! รวม 2 แห่ง และรีโนเวตสาขาแฟล็กชิปอีก 2 แห่ง พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อครองความเป็นเบอร์ 1 Family Mall ในประเทศเวียดนาม

    - การขับเคลื่อนการเติบโตผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างครบวงจร อาทิ การเร่งขยายสาขาของออโต้วัน ที่เป็น New Growth Engine ของเซ็นทรัล รีเทล เพิ่มถึง 13 สาขา เพื่อให้ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั่วไทย, การรุกโมเดลท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด ที่ผสานความครบครันของ TOPS WINE CELLAR, LOOKS และ The Baker เข้าด้วยกัน จนสามารถเพิ่มยอดขายเฉลี่ยต่อวันได้ถึง 2 เท่า และดึงทราฟฟิกให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

    เพาเวอร์บาย เปิดตัวร้านคอนเซปต์ใหม่ “Tech Retail Experience” นำเสนอโซลูชันด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์อัจฉริยะแบบครบวงจร และโรบินสันไลฟ์สไตล์ เปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Night Markets และ Outdoor zone เพื่อเป็นแม็กเน็ตในการดึงทราฟฟิกและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ SMEs ในชุมชน โดยเซ็นทรัล รีเทล ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ตอบโจทย์ทุก Life stage และ Lifestyle ให้กับลูกค้าทุกกลุ่มต่อไป

    - การเร่งขยายอีโคซิสเต็มสมาชิกบน The 1 Loyalty Platform โดยในประเทศไทยมียอดสมาชิกเติบโตอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีมากกว่า 23 ล้านคน พร้อมต่อยอดความสำเร็จมายังประเทศเวียดนาม โดยได้มีการเปิดตัวโปรแกรมสมาชิก The 1 Loyalty Platform อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อให้เข้าใจอินไซต์ลูกค้าชาวเวียดนามอย่างลึกซึ้งและสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ซึ่งภายหลังการเปิดตัวมียอดสมาชิกพุ่งสูงถึง 4.3 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวเวียดนามมอบให้แก่เซ็นทรัล รีเทล

    ทั้งนี้ แม้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เซ็นทรัล รีเทล ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีค่าใช้จ่ายในการขาย 46,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการขยายสาขาใหม่ สาขารูปแบบใหม่ และการเพิ่มแบรนด์สินค้าในธุรกิจจำหน่ายสินค้าเฉพาะทาง ทำให้มีค่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานขาย ค่าเสื่อมราคราและค่าตัดจำหน่าย ค่าเช่าและค่าบริการเพิ่มขึ้น และจากการเพิ่มขึ้นของค่านายหน้าจากการขายทางช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ค่าสาธารณูปโภคและค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ลดลง โดยค่าใช้จ่ายในการขายคิดเป็น 18.5% ของรายได้รวม ลดลงจาก 18.7% ในช่วงเดียวกันปีก่อน

    ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 24,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์และเงินลงทุนด้อยค่าของกลุ่มบริษัท Nguyen Kim ภายหลังการเข้าทำสัญญาจำหน่ายเงินลงทุนและขาดทุนจากการยุติการดำเนินงานของบางหน่วยธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ ซึ่งบันทึกตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และค่าบริการด้านเทคโนโลยีลดลง โดยค่าใช้จายในการบริหารคิดเป็น 9.5% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.2 ในช่วงเดียวกันปีก่อน

    ด้านความยั่งยืน เซ็นทรัล รีเทล ยึดมั่นในเจตนารมณ์ “Retail and Wholesale for All” ภายใต้ปรัชญา CRC Care ทั้ง 7 มิติ โดยขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ผ่านความสำเร็จในการระดมทุนสีเขียวทั้งการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) เป็นรายแรกในธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งไทย และการจัดหาเงินทุนผ่านสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อก้าวสู่การเป็นค้าปลีก-ค้าส่งสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในไทยและเวียดนาม การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้

    “ปี 2568 คือบทพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของ Ecosystem ของเซ็นทรัล รีเทล ที่สามารถรับมือกับความผันผวนรอบด้านและก้าวข้ามทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2569 นี้ เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเร่งเครื่องกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์และความท้าทาย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการค้าปลีก-ค้าส่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนต่อไป” ปเนต กล่าวทิ้งท้าย



ภาพ: เซ็นทรัล รีเทล



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : CPN โตแกร่งทำนิวไฮ 3 ปีซ้อน! โชว์ผลงานปี 68 รายได้พุ่งทะลุ 53,000 ล้าน กำไรสุทธิสูงถึง 18,841 ล้าน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine