“เอกา โกลบอล” เผยแผน รับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต๊อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว

“เอกา โกลบอล” เผยแผน รับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต๊อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว

FORBES THAILAND / ADMIN
17 Mar 2026 | 03:56 PM
READ 155

สัญญาณขาดแคลนเม็ดพลาสติกเริ่มชัด ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง คาดต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่ง 30% “เอกา โกลบอล” (EKA GLOBAL) ยืนยันความพร้อม พร้อมเผยกลยุทธ์บริหารจัดการสต๊อกวัตถุดิบเชิงรุก รองรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารได้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมเตรียมลงทุนเพิ่มปีนี้อีก 100 ล้านบาท


    ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) แบรนด์คนไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติกในตลาดเริ่มชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเส้นทางขนส่งวัตถุดิบหลักจากตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศบางรายต้องต้องประกาศหยุดเดินเครื่องชั่วคราว และประกาศสภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อระงับการรับคำสั่งซื้อใหม่ เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำอย่างนาฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) มาผลิตได้ตามปกติ ขณะที่ผู้ผลิตและจัดหาสินค้าในต่างประเทศเริ่มชะลอการรับคำสั่งซื้อเช่นกัน

    สถานการณ์นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ในตลาดเริ่มขาดแคลนและปรับราคาสูงขึ้น เช่น ถุงร้อนและถุง HD ที่ปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท และบรรจุภัณฑ์อาหารอื่นๆ ที่ขยับตัวตามต้นทุนพลังงาน

    โดยคาดการณ์ตัวเลขต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการหยุดโรงงานปิโตรเคมีบางส่วนในประเทศกว่า 150 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรือและค่าประกันสินค้าจากการปิดเส้นทางขนส่งหลักเพิ่มขึ้นกว่า 50-140%

    อย่างไรก็ดี แม้สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติกในตลาดจะชัดเจนขึ้นจนซัพพลายเออร์บางรายเริ่มปฏิเสธออเดอร์ใหม่ สำหรับ เอกา โกลบอล ยังคงได้เปรียบกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากบริษัทได้เตรียมแผนการบริหารความเสี่ยงด้านซัพพลายอย่างเป็นระบบไว้แล้วล่วงหน้า ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ผลิตรายอื่นในตลาด

    โดยคาดการณ์ว่าจากการสำรองวัตถุดิบบริษัทยังคงมีเม็ดพลาสติกและแผ่นชีทที่เพียงพอสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหาร รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยยังคงตรึงราคา ขอให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้แม้อยู่สถานการณ์วิกฤต



    “ปัจจุบันเกือบทุกประเทศได้รับผลกระทบเนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปิโตรเคมีใหญ่ที่สุดของโลก โดยมองว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกน่าจะปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 30% และส่งผลต่อราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางปรับตัวขึ้นราวๆ 10-20%

    “อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ เอกา โกลบอล เราได้ประเมินสถานการณ์และสำรองวัตถุดิบการผลิตคงคลัง (Stock) ไว้แล้ว การที่เราบริหารสต๊อกและความเสี่ยงไว้ในทั้ง 2 โรงงานทั้งที่ไทยและอินเดีย ทำให้เรายังมีสินค้าเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการของลูกค้าไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ของบริษัทยังมีความมั่นคงสูงและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ในระยะนี้” ชัยวัฒน์ กล่าว

    ทั้งนี้ เอกา โกลบอล ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งประสานงานกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารว่าจะได้รับบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี


    ชัยวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2569 ของเอกา โกลบอล ยังคงมั่นใจว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย 10-15% จากยอดขาย 1,000 ล้านบาทในปี 2568 โดยเป็นการเติบโตจากตลาดอินเดียที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 30-40% รวมถึงตลาดในไทย ที่ยังคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “ตลาดอินเดียจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามค่อนข้างน้อย และตลาดยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดในประเทศ ก็มีทิศทางเดียวกัน โดยปีนี้ บริษัทเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตและสร้างศูนย์ R&D ตอกย้ำ “เอกา โกลบอล” เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ซึ่งได้ร่วมกับลูกค้าคิดค้นได้สำเร็จ โดยคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ภายในไตรมาสที่ 2/2569 นี้” ชัยวัฒน์ กล่าว



ภาพ: เอกา โกลบอล



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ไวไว” จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง ย้ำสต๊อกมีถึง เม.ย. พร้อมเดินหน้าปั้น “WaiWai WOW” ชิงตลาดบะหมี่พรีเมียม 25%

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine