“แบรนด์ซันโทรี่ ประเทศไทย” ชูกลยุทธ์โตอย่างยั่งยืน พร้อมจัดทัพรุกกลุ่มปลีกดั้งเดิม - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Marketing
  • News >
  • “แบรนด์ซันโทรี่ ประเทศไทย” ชูกลยุทธ์โตอย่างยั่งยืน พร้อมจัดทัพรุกกลุ่มปลีกดั้งเดิม

“แบรนด์ซันโทรี่ ประเทศไทย” ชูกลยุทธ์โตอย่างยั่งยืน พร้อมจัดทัพรุกกลุ่มปลีกดั้งเดิม

Forbes Thailand / Admin
31 Aug 2020 | 5:11 pm 369

แบรนด์ซันโทรี่ ประเทศไทย เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ล่าสุดจัดทัพปรับเปลี่ยนระบบ การจัดจำหน่ายสินค้า (Route to Market – RTM) สู่กลุ่มร้านค้าปลีกดั้งเดิม (General Trade – GT) ครั้งใหญ่ ชู 4 หัวใจสำคัญสำหรับการปรับโมเดล ตั้งเป้าขยายร้านค้าเครือข่ายให้ครอบคลุมมากกว่า 65,000 ร้านค้าทั่วประเทศภายในปี 2564

นันทนา ขาวปลื้ม รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท แบรนด์ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันตลาดอาหารเสริมสุขภาพมีการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงมีผู้ผลิตรายใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น บริษัทฯ คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดอาหารเสริมเพื่อสุขภาพในปี 2563 นี้จะมีมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของบริษัทฯ ที่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง”

จากความท้าทายดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้วางกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร นอกเหนือจากการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพด้วยการศึกษาวิจัย และเลือกสรรสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ รวมทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในยุค New Normal ที่ใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้นแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทฯ วางไว้ คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบ RTM ในกลุ่ม GT เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของกลุ่มร้านค้าดังกล่าว ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้อง Work From Home ทำให้มีความต้องการซื้อสินค้าที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือ ร้านโชห่วยจึงเป็นทางเลือกทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

“ปัจจุบันช่องทาง GT มีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมดในแบรนด์ ซันโทรี่ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย และทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งเรามองเห็นโอกาสทางการตลาดจากการขยายตัวของกลุ่ม GT จากข้อมูลการสำรวจของนีลเส็น ประเทศไทย พบว่า ในปี 2562 ร้านค้ากลุ่ม GT มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 4,300 ร้าน เมื่อเทียบกับปี 2561”

แบรนด์ซันโทรี่ ประเทศไทย
นันทนา ขาวปลื้ม รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท แบรนด์ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด

ดังนั้นเพื่อสร้างการเติบโตในกลุ่ม GT บริษัทฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ RTM โดยจะมุ่งเน้นไปที่การขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสในการทดลองสินค้าของแบรนด์เพิ่มเติมจากฐานลูกค้าปัจจุบัน ซึ่งจะมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 4 ประการ ได้แก่

1. Strong Network คือ แต่งตั้งศูนย์จัดจำหน่าย 17 แห่งครอบคลุมร้านค้าทั้ง ผู้ค้าส่ง และค้าปลีก ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 2. Strong People จัดตั้งทีมงานพัฒนาฝ่ายขายโดยยึดหลักโครงสร้างมาตรฐานจาก ‘ซันโทรี่ กรุ๊ป’ ทีมงานฝ่ายขายของแบรนด์ ซันโทรี่จะทำงานในรูปแบบ Exclusive Salesforce ปรับบทบาทในการเข้าไปดูแลร้านค้าภายใต้ศูนย์จัดจำหน่าย

3. Strong Technology ใช้ Distributor Management System เพื่อจัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลด้านการจัดจำหน่ายได้อย่างครอบคลุม และเจาะลึก และ 4. Strong Product คัดสรรผลิตภัณฑ์จำหน่ายที่เหมาะกับช่องทาง GT เพื่อตอบโจทย์ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กลุ่มลูกค้าของช่องทาง GT เช่น แบรนด์จูเนียร์ อัลฟ่า พลัส ซุปไก่สกัด รสช็อกโกลาวาขนาด 42 ml. และแบรนด์เจนยู ลูทีน่าพลัส ขนาดพิเศษ

“การปรับเปลี่ยนรูปแบบ RTM สำหรับกลุ่ม GT ในครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จที่ผ่านมาในความร่วมมือกับ บริษัท เดอเบล จำกัด ในโอกาสนี้บริษัทฯ ขอขอบคุณเดอเบลในฐานะที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์ ซันโทรี่มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญของเดอเบลทำให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว่า 100,000 รายในกลุ่ม GT ครอบคลุมร้านค้าได้มากขึ้น 4 เท่า และจำนวนการกระจายสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 47% เป็น 54% ในโอกาสนี้ บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้ต้อนรับศูนย์จัดจำหน่ายทั้ง 17 แห่ง เข้าสู่ครอบครัวแบรนด์ ซันโทรี่ ประเทศไทย ด้วยความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่อย่างลึกซึ้ง”

“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบ RTM สำหรับช่องทาง GT ในครั้งนี้จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มการเข้าถึงร้านค้าได้อย่างครอบคลุมกว่า 65,000 ร้านภายในปี 2564 เสริมสร้างการเติบโตในสายอาชีพของฝ่ายขายด้าน GT และสร้างการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน” นันทนา กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม: โอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกของ ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม

BACK TO TOP