พฤติกรรมการชำระเงินของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ “ทรูมันนี่” ประกาศยกระดับสู่ tech company ส่งฟีเจอร์ใหม่ “แตะจ่าย” (tap to pay) ผ่านสมาร์ทโฟน แก้โจทย์ใหญ่ให้คนไทย 60 ล้านคนที่ไม่มีบัตรเครดิตสามารถเข้าถึงการชำระเงินที่รวดเร็วเพียง 6 วินาที นำร่องใช้งานแล้วในร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ก่อนเตรียมต่อยอดใช้มือถือแตะขึ้นรถไฟฟ้า MRT ได้ภายในไตรมาส 4 นี้
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ภาพความคุ้นชินของการชำระเงินดิจิทัลในไทยคือการ “สแกนคิวอาร์โค้ด” จนกลายเป็นพฤติกรรมกระแสหลัก ทว่าในโลกธุรกิจที่หมุนด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ความท้าทายใหม่ไม่ได้อยู่ที่สแกนได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ “ความไร้รอยต่อ” ที่ต้องผสานเข้ากับวิถีชีวิตผู้คนให้ได้แนบเนียนที่สุด
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ “ทรูมันนี่” (TrueMoney) ประกาศยกระดับองค์กรจาก digital payment app สู่การเป็น tech company อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตไปถึง “แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ” ที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมงัดนวัตกรรมเปลี่ยนเกมอย่างการ “แตะจ่าย” (tap to pay) ผ่านสมาร์ทโฟน หวังขยายฐานและมัดใจผู้ใช้งาน 32 ล้านรายให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

ปรับทัพรับอนาคต ขับเคลื่อนด้วย AI
มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ฉายภาพทิศทางใหม่ว่า อนาคตของการชำระเงินจะต้องก้าวข้ามแค่เรื่องความสะดวกในการจ่ายเงิน แต่แอปพลิเคชันต้องฉลาดพอที่จะเข้าใจบริบทของผู้บริโภค และตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
“ในช่วงที่ผ่านมาการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแยกไม่ออก ไม่ใช่แค่ในไทยแต่รวมถึงทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจากนี้ไปความต้องการของผู้บริโภคจะไม่หยุดอยู่แค่จ่ายเงินได้ แต่จะคาดหวังบริการที่รู้ใจและผสานเข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น โดยเทคโนโลยีอย่าง AI และระบบนิเวศ (ecosystem) ที่แข็งแกร่ง จะเป็นกลไกกำหนดทิศทางของ PaymentTech ยุคต่อไป”

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ทรูมันนี่จึงวางยุทธศาสตร์เพื่อเจาะลึกเข้าไปในทุกจังหวะชีวิตของผู้ใช้ เริ่มตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมการจ่ายเงินที่ราบรื่นไร้รอยต่อ (frictionless) ควบคู่ไปกับการขยายจุดรับชำระเงินให้ครอบคลุม (connected ecosystem) ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 7 ล้านจุดทั่วไทย และ 150 ล้านจุดทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่ายผ่าน TrueMoney Coins (rewarding ecosystem) และนำ AI มาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม (intelligent platform) เช่น การปรับแต่งหน้าแดชบอร์ดให้ตรงกับความสนใจของแต่ละคนอีกด้วย

ใช้มือถือแตะจ่าย ทลายข้อจำกัดคนไร้บัตร
ในฝั่งของบริการใหม่ที่จะมาพลิกโฉมการใช้จ่าย ธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด มองว่า ไฮไลต์สำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ คือการแก้ pain point ของพฤติกรรม “ติดสแกน” ที่ลูกค้าต้องคอยปลดล็อกจอ เปิดแอป หาเมนู และเล็งสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งทำให้เสียเวลา
“ผู้บริโภคจำนวนมากยังเจออุปสรรคที่ยุ่งยากกว่าจะชำระเงินสำเร็จ ในขณะที่หลายคนต้องการประสบการณ์ใช้จ่ายที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น”

ทรูมันนี่จึงแก้ปัญหาด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมชำระเงินรูปแบบใหม่ ที่ร่นเวลาเหลือเพียง 6 วินาที ยิ่งไปกว่านั้นยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Quick Pay ที่ให้ผู้ใช้ตั้งวงเงินสูงสุดต่อวัน เพื่อแตะจ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องสแกนใบหน้าหรือใส่รหัส PIN ซ้ำ โดยการแตะจ่ายแบ่งการทำงานเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- ระบบ Closed Loop ผ่านเครื่อง BlueTap : นวัตกรรมเครื่องรับชำระรองรับทั้ง iOS และ Android ความน่าสนใจคือ “ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต” ผู้ใช้สามารถตัดเงินจากวอลเล็ต บัญชีธนาคาร หรือสินเชื่อ Pay Next ได้ทันที ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 6,000 จุด มียอดใช้งานทะลุ 1.5 ล้านคน โดยพบว่าเป็นกลุ่มผู้ใช้ iOS ถึง 70% และ Android 30% และสร้างยอดการทำธุรกรรมไปแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง
โดยตั้งเป้าขยายครบ 50,000 จุดทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2569 ผ่านพันธมิตรรายใหญ่ อาทิ 7-Eleven, After You, สุกี้ตี๋น้อย และ KFC ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ฟีเจอร์นี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าพาร์ตเนอร์ได้ถึง 50% และเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัวอีก 14%

- ระบบ Open Loop ผ่านเครื่อง EDC Contactless : เป็นการจับมือระดับโลกกับ Mastercard และ Alipay+ ซึ่งจะเปลี่ยนสมาร์ตโฟน Android ให้กลายเป็นบัตรแตะจ่ายได้ที่เครื่อง EDC กว่า 900,000 จุดในไทย และทุกจุดที่มีสัญลักษณ์ contactless ทั่วโลก โดยจะเริ่มดีเดย์เปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ในส่วนของระบบปฏิบัติการ iOS นั้น อาจจะต้องรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในระยะต่อไป
“การเปิดตัวระบบ Open Loop นี้ ถือเป็นการทลายกำแพงข้อจำกัดทางการเงินครั้งใหญ่ เพราะเมื่อดูโครงสร้างประชากรไทยทั้งหมด มีเพียงประมาณ 6 ล้านคน หรือไม่ถึง 10% ที่มีบัตรเครดิต แปลว่าความสะดวกสบายและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ถูกจำกัดไว้แค่วงแคบ ทรูมันนี่จึงสร้างโซลูชันนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนอีกเกือบ 60 ล้านคน สามารถเข้าถึงประสบการณ์แตะจ่ายได้เหมือนคนมีบัตร” ธนรัฐ กล่าว

อัดแคมเปญเปลี่ยนพฤติกรรม ต่อยอดรายได้-จ่อลุยตั๋ว MRT
สำหรับเป้าหมายของนวัตกรรมนี้ ทรูมันนี่มุ่งเป้าเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มผู้ใช้งานสแกนจ่ายออฟไลน์เดิมที่มีอยู่หลายสิบล้านคน รวมถึงเจาะกลุ่มคนไม่มีบัตรเครดิต ให้หันมาแตะจ่ายแทน โดยเตรียมอัดแคมเปญการตลาดเต็มสูบในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน อาทิ การให้เครดิตเงินคืน (cashback) 5% สำหรับหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม, 1% สำหรับหมวดอื่นๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์แจกกาแฟ All Cafe ฟรีทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน
ส่วนในแง่ของโครงสร้างรายได้ทางธุรกิจ ปัจจุบันรายได้ของทรูมันนี่กว่า 80% มาจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ดังนั้นในโมเดลของการแตะจ่ายผ่านระบบเครือข่าย ทรูมันนี่จะสวมบทบาทเป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์ (issuer) ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม (interchange fee) คล้ายการออกบัตรเครดิต ทว่าคิดค่าธรรมเนียมกับร้านค้าในอัตราที่ต่ำกว่าบัตรทั่วไป และร้านค้าที่มีเครื่อง EDC อยู่แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบเพิ่มเติม
ที่สำคัญการใช้งานไม่ได้จำกัดแค่การซื้อของหน้าร้าน ทรูมันนี่ยังขยายขอบเขตไปยังระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันสามารถใช้มือถือแตะจ่ายค่าโดยสารบนรถประจำทาง ขสมก. ได้แล้ว และกำลังเดินหน้าเจรจากับ BEM เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแตะสมาร์ทโฟนเข้าเกตสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสีม่วงได้โดยตรง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้

ยกระดับความปลอดภัย ปูทางรับ Virtual Bank
แน่นอนว่าเมื่อเทคโนโลยีล้ำหน้าขึ้น ความกังวลเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยก็ย่อมตามมา มนสินี ย้ำชัดว่า ทรูมันนี่เตรียมความพร้อมรับมือกับภัยไซเบอร์ไว้ทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกธุรกรรม
“เราใช้เทคโนโลยี 3X Protection ทำหน้าที่ ตรวจ-จับ-หยุด โดยให้ AI เข้ามาคัดกรองว่าธุรกรรมนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็น fraud หรือไม่ หากพบความผิดปกติระบบจะระงับการทำรายการทันที ซึ่งความแม่นยำนี้อยู่ในระดับเดียวกับแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Alipay ในจีน ทำให้ปัญหาเรื่องบัญชีม้าของเรามีสถิติที่ต่ำมาก”
ซึ่งการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทั้งหมดนี้ ไม่ได้จำกัดเป้าหมายอยู่แค่การเป็นแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลชั้นนำ แต่คือการสร้างรากฐานด้านดาต้าและพฤติกรรมผู้ใช้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” หรือ virtual bank ภายใต้ร่มเงาของ Ascend Money ซึ่งปัจจุบันใบอนุญาตดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง
“เมื่อ virtual bank เกิดขึ้นจริง โจทย์ของเราคือการนำบริการเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบันเรามีความพร้อมด้านฐานข้อมูลและมีบริการอย่าง Pay Next กับ Pay Next Extra เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะถูกต่อยอดไปเป็นบริการสินเชื่อ (lending) ใน virtual bank ต่อไป”
ท้ายที่สุด การแข่งขันในสมรภูมิการเงินดิจิทัลไม่ได้วัดกันแค่ใครมีผู้ใช้งานเยอะกว่า แต่อยู่ที่ใครสร้างประสบการณ์ได้เนียนสนิทไปกับชีวิตผู้คน ดังนั้น นวัตกรรม tap forward จึงเป็นมากกว่าแค่ฟีเจอร์แตะจ่าย
แต่เป็นจุดสตาร์ทของระบบนิเวศการเงินที่ปลดล็อกให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ง่ายขึ้น รวดเร็ว และไม่ต้องพึ่งพาบัตรเครดิต เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้การใช้จ่ายในยุคหน้ากลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว

ภาพ : ทรูมันนี่
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ลบภาพจำฮับอีเวนต์! บางกอกแลนด์ ผนึก AIS ปั้น “เมืองทอง” 4,000 ไร่ สู่สมาร์ทซิตี้ อัดฉีด 5G-AI ยกระดับชีวิต-ธุรกิจครบวงจร
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


