สรุปกลยุทธ์ “แกร็บ” ปี 2026 เดินหน้าเน้น “คุ้มค่า+คุณภาพ” พร้อมเปิดตัวสินเชื่อสำหรับ User เป็นครั้งแรก

สรุปกลยุทธ์ “แกร็บ” ปี 2026 เดินหน้าเน้น “คุ้มค่า+คุณภาพ” พร้อมเปิดตัวสินเชื่อสำหรับ User เป็นครั้งแรก

“แกร็บ” ประกาศทิศทางปี 2026 สานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 เข้าถึงกลุ่มแมสด้วยราคาที่เข้าถึงได้ และโฟกัสคุณภาพกลุ่มพรีเมียม เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Group Ride เรียกรถแบบเป็นกลุ่ม แยกจ่ายได้ พร้อมเตรียมทดลองสินเชื่อ Grab Quick Cash ให้บริการคนทั่วไปเป็นครั้งแรก


    เป็นประจำทุกปีที่ “Grab” หรือแกร็บ ประเทศไทย จะจัดแถลงข่าวบอกเล่าทิศทางกลยุทธ์ในการดำเนินงานของแต่ละปี ซึ่งปี 2026 นี้ก็เช่นกัน ภายใต้การนำองค์กรของหัวเรือใหญ่ “จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้ราว 1 ปีเศษ แกร็บ ประเทศไทย เติบโตในทิศทางไหน และวางแผนงานปีนี้ไว้อย่างไรบ้าง

    จันต์สุดาเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าไฮไลต์ของความสำเร็จของแกร็บในปี 2025 ที่ผ่านมาคือกลยุทธ์ Everyday Low Price ที่ต้องการทำให้ราคาของแกร็บเข้าถึงผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะ Grab SAVER การที่มีราคาที่จับต้องได้ทั้งในส่วนของบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี่ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเติบโตในแง่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

    -ความถี่ของการสั่งออเดอร์หรือเรียกรถเติบโต 19%

    -การใช้จ่ายต่อเดือนของแต่ละ User เพิ่มขึ้น 8%

    -คนที่ใช้แกร็บทุกวันมีจำนวนเพิ่มขึ้น 37%

    -จำนวนคนขับรวมเพิ่มขึ้น 52%

    -สินเชื่อที่ปล่อยให้ร้านค้าและคนขับเติบโต 40%


    “ปีที่แล้วเราเริ่มเปิดตัว SAVER ตอนนี้แกร็บคาร์เซฟเวอร์ และแกร็บไบค์เซฟเวอร์ เติบโต 250% สะท้อนกลยุทธ์ 2-3 ปีที่ผ่านมาของเราที่เป็นการบาลานซ์ระหว่างความคุ้มค่าและคุณภาพซึ่งคือการบริการพรีเมียม ด้วยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทำให้พรีเมียมไรด์ของแกร็บซึ่งรวมถึงการเดินทางไปสนามบินเติบโต 90% ในปีที่แล้ว” จันต์สุดากล่าว

    -Top 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้แกร็บ ได้แก่ สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย สหรัฐเมริกา สหราชอาณาจักร

    -Top 5 เมืองรองที่มีการใช้บริการเรียกรถมากที่สุด ได้แก่ เชียงราย อุดรธานี อุบลราชธานี ตาก

    ไฮไลต์ของแกร็บในปีที่แล้วยังรวมไปถึง

    -ดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท

    -Grab Thumbs Up และ Only at Grab มีประมาณ 20,000 ร้าน ที่น่าสนใจคือยอดออเดอร์ของ expat เติบโต 60%

    -มีร้านค้ามากกว่า 39,000 ร้านเข้าร่วมคนละครึ่ง

    -ช่วงที่มีโครงการคนละครึ่ง ยอดขายของร้านค้าเติบโตขึ้น 3 เท่า

    -หลังจากแคมเปญคนละครึ่งแล้ว มีร้านค้ามากกว่า 50% ที่มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    -ร้านที่ขายได้มากที่สุดในช่วงคนละครึ่งคือ อรทัย ซูชิ ขายได้มากกว่า 1.64 ล้านบาท


    -สำหรับ Grab for Business ปีที่ผ่านมาจำนวนลูกค้าองค์รเติบโต 45%

    -อุตสาหกรรมที่ใช้มากที่สุด คอนซัลติ้ง เทคและเทเลคอม ธนาคารและการเงิน ฮอสพิทาลิตี้และการท่องเที่ยว

    -ส่วน GrabAds ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นครีเอทีฟ O2O Solutions พร้อมขยายกลุ่มลูกค้าไปแบรนด์สุขภาพ ความงาม อสังหาฯ เป็นแพลตฟอร์ที่คนมาโฆษณา ได้รับรางวัลจากทั้งในไทยและต่างประเทศ 19 รางวัล


เศรษฐกิจดิจิทัลโตต่อเนื่อง

    จันต์สุดาระบุว่า ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท)

    โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี่ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

    “ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยมีขนาดเป็นรองแค่อินโดนีเซีย แต่โตเร็วกว่า และคาดว่าอีกไม่กี่ปีก็จะแซงอินโดนีเซียได้”


สร้างสมดุลระหว่างแมสและพรีเมียม

    จันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด "Winning with Purpose Together" โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย”

    “ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น

    -ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น

    -ฟีเจอร์ Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็นของร้านอาหารต่างๆ

    -ฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช็อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า

    “นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาทต่อปี


    "รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาทและผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

    “สินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash จะมุ่งเจาะกลุ่มที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น นักศึกษาหรือ First Jobber ที่ทำธุรกิจเสริม ซึ่งผู้ขอสินเชื่อต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ต้องมีการยืนยันตัวตน KYC การพิจารณาจะใช้เครดิตสกอริ่งบนแกร็บ เช่น อยู่บนแกร็บมานานกว่า 3 เดือน มีบัตรเครดิต ไปสนามบินบ่อยหรือไม่ ใช้แกร็บคาร์บ่อยหรือไม่ ทำให้ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นโลโก้นี้บนแอป เท่ากับว่าสินเชื่อนี้ไม่ใช่ว่ามอบให้ทุกคน”

    ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ

    ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

    “ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนต์ระดับโลกและเทศกาลเชิงวัฒนธรรม

    “ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บในประเทศต่างๆ” จันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย



ภาพ: แกร็บ ประเทศไทย



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Grab เยียวยาค่าน้ำมัน อัดงบ 10 ล้านบาท มอบเป็น “อินเซนทีฟ” ช่วยคนขับ-ไรเดอร์ทั่วประเทศ

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine