144 ปีไปรษณีย์ไทย ไม่หยุดแค่ส่งพัสดุ! งัดกลยุทธ์ RelationSHIFT เจาะไลฟ์สไตล์คนไทย ผุดบริการดิจิทัล-แพลตฟอร์มชุมชน หวังดันธุรกิจใหม่กวาดรายได้ 60% ใน 3 ปี

144 ปีไปรษณีย์ไทย ไม่หยุดแค่ส่งพัสดุ! งัดกลยุทธ์ RelationSHIFT เจาะไลฟ์สไตล์คนไทย ผุดบริการดิจิทัล-แพลตฟอร์มชุมชน หวังดันธุรกิจใหม่กวาดรายได้ 60% ใน 3 ปี

จิ๊กซอว์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อองค์กร 144 ปีอย่างไปรษณีย์ไทย ประกาศจุดยืนเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ภาครัฐ ชูกลยุทธ์ RelationSHIFT ดึงศักยภาพสาขา 50,000 แห่งและซูเปอร์ดาต้า ทรานส์ฟอร์มสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเต็มรูปแบบ นำร่อง Document Wallet ยืนยันตัวตนประชาชน พร้อมรุกบริการส่งยาถึงบ้านและหนุนอีคอมเมิร์ซชุมชน หวังทิ้งห่างสมรภูมิราคาเพื่อมุ่งสร้าง life value และกวาดเม็ดเงินจากธุรกิจใหม่โกยสัดส่วน 60% ภายใน 2-3 ปี


    ภาพจำของบุรุษไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่เพียงส่งจดหมายและพัสดุกำลังจะถูกพลิกโฉมไปตลอดกาล เมื่อองค์กรที่อยู่คู่คนไทยมาถึง 144 ปีอย่าง “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” ประกาศทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากการแข่งขันฟาดฟันกันด้วยเรื่อง “ราคาและความเร็ว” สู่การสร้างคุณค่าใหม่ที่แนบเนียนไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน พร้อมยกระดับองค์กรสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐที่มี “ข้อมูล” และ “ความเชื่อใจ” เป็นสินทรัพย์ที่ทรงมูลค่าที่สุด


จิ๊กซอว์สำคัญ เชื่อมโครงสร้างดิจิทัลภาครัฐ

    การปรับทัพของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งหวังเพียงการเติบโตขององค์กรเท่านั้น แต่มองไกลไปถึงบทบาทสำคัญในระดับมหภาค โดย แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและแพลตฟอร์ม ดังนั้นเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศจึงต้องขยับจากแค่การเป็นจุดรับส่งพัสดุ สู่การเป็น “กลไกสำคัญของรัฐ” ที่ช่วยกระจายโอกาสสู่เศรษฐกิจฐานราก

    "เราไม่ได้มองว่าไปรษณีย์ไทยมีหน้าที่เพียงรับส่งเอกสารสำคัญของทางราชการ แต่เรามองไกลกว่านั้น เพราะบริการและธุรกิจด้านต่างๆ ของไปรษณีย์สามารถส่งเสริมพี่น้องประชาชนได้ในทุกกลุ่ม รัฐบาลจึงใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการอำนวยความสะดวก และเป็นตัวกลางเชื่อมต่อบริการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงภาครัฐได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวย้ำ

    เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดเป็นรูปธรรม กระทรวงดีอีจึงเดินหน้าผลักดันให้ไปรษณีย์ไทยเป็นพันธมิตรหลักของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME และสินค้าวิสาหกิจชุมชนเข้าสู่ตลาดดิจิทัล รวมถึงการนำร่องระบบยืนยันตัวตน Document Wallet (Digital ID) ที่จะเข้ามาลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรมระหว่างประชาชนกับภาครัฐ โดยใช้ความน่าเชื่อถือของไปรษณีย์ไทยเป็นตัวการันตี


POSTsible Next ขับเคลื่อน 144 ปีด้วย 4 แกนหลัก

    สอดคล้องกับทิศทางการบริหารงานของ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่อธิบายถึงกุญแจสำคัญในการยืนหยัดขององค์กรว่า แก่นแท้ของไปรษณีย์ไทยคือการทำเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้” ให้ “เป็นไปได้” มาตั้งแต่ยุคต้นรัชกาลที่ 5 แม้โจทย์ในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทว่าเข็มทิศขององค์กรยังคงมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดิม คือการเชื่อมโยงสังคมไทย ภายใต้กรอบคิด "POSTsible Next" ซึ่งหลอมรวม 4 แกนหลักเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    เริ่มต้นจากการเร่งเครื่องด้าน productivity โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและดึงศักยภาพของบุคลากรที่มีกว่า 40,000 คน โดยเฉพาะบุรุษไปรษณีย์กว่า 20,000 คน ให้กลายเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนสังคม ควบคู่ไปกับด้าน people ที่ต้องการดูแลคนไทยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการเป็นผู้ช่วยหน่วยงานรัฐ เช่น การให้บุรุษไปรษณีย์ช่วยเดินสำรวจข้อมูลสำมะโนประชากร ซึ่งได้ข้อมูลที่แม่นยำและประหยัดงบประมาณรัฐ

    ขณะเดียวกัน องค์กรยังให้ความสำคัญกับ planet ผ่านการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดจากการพลิกโฉมแคมเปญไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลระดับโลกสู่รูปแบบดิจิทัล ที่ช่วยลดการใช้กระดาษมหาศาลได้อย่างเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุดคือการสร้าง positive impact เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ให้กับสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างกระแสเงินสดเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กรในฐานะรัฐวิสาหกิจ

    "สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยต้องรักษาไว้ให้เหนียวแน่นที่สุดคือคำว่า trust เพราะวันนี้เราไม่ได้มีแค่บุรุษไปรษณีย์ที่ส่งของ แต่เรากำลังจะมีบุรุษไปรษณีย์ดิจิทัลที่คอยส่งและรับรองข้อมูลสำคัญผ่าน Document Wallet สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะเราเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากคนไทยมาตลอดร้อยกว่าปี" ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว


RelationSHIFT หนีสงครามราคา สู่ Life Value

    แม้จะกางแผนทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ แต่รากฐานธุรกิจในปัจจุบันของไปรษณีย์ไทยยังคงแข็งแกร่ง ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานว่า ในปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 2.22 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ทำรายได้ไปแล้ว 1.14 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนหลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86%

    ทั้งนี้ บริการส่งด่วน EMS ซึ่งครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ขององค์กร โดยปี 2568 มีรายได้ 9.6 พันล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2569 ทำรายได้เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการท่ามกลางการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปี 2569 จะยังสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท และช่วยขับเคลื่อนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานให้เติบโตเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่ง


    แต่ท่ามกลางสมรภูมิโลจิสติกส์ที่แข่งกันลดแลกแจกแถม ดร.ดนันท์ ชี้ว่านั่นคือการแข่งขันในระดับ "commodity" ที่มองการขนส่งเป็นเพียงบริการพื้นฐานทั่วไป ยิ่งแข่งขันเรื่องความเร็วและเน้นความง่ายดายมากเท่าไร จุดสัมผัส (touchpoint) และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าก็จะยิ่งหดสั้นลง

    ดังนั้นการอุดช่องโหว่ดังกล่าว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ไปรษณีย์ไทยจึงขยับตัวด้วยกลยุทธ์ RelationSHIFT เปลี่ยนผ่านรูปแบบการเติบโต จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง สู่การสร้างคุณค่าที่แตกต่าง โดยนำระบบ CRM ข้อมูล และทุก touch point มาต่อยอดเป็นโซลูชันและโมเดลธุรกิจใหม่

    ส่วนการขับเคลื่อนทิศทางดังกล่าวให้เกิดผลเชิงประจักษ์ องค์กรได้วางโรดแมปในช่วงปี 2569-2570 ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 1. trusted data-driven infrastructure การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI

    2. customer-centric growth enabler การต่อยอดข้อมูลเพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตร และ 3. national trust-based social infrastructure การยกระดับเครือข่ายสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม


งัดไม้เด็ด “ซูเปอร์ดาต้า” เจาะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

    อาวุธสำคัญที่จะบรรลุวิสัยทัศน์นี้คือ "ข้อมูล" เครือข่ายบุรุษไปรษณีย์รู้ดีว่าซอยไหนเพิ่งตัดถนนใหม่ หรือบ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง ข้อมูลระดับ hyper-local เหล่านี้เมื่อผสานเข้ากับระบบ CRM ทำให้ไปรษณีย์ไทยกลายเป็น super channel ที่ทำหน้าที่จับคู่ "supply ที่ใช่ ไปสู่ demand ที่ชอบ" ได้อย่างแม่นยำ

    องค์กรเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ไลฟ์สไตล์ (life value) อย่างลึกซึ้ง เช่น การเจาะกลุ่ม healthcare นำส่งผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หรือจัดส่งยาเวชภัณฑ์พร้อมระบบยืนยันตัวตน (KYC) ถึงหน้าบ้านผู้ป่วย การจัดงานวิ่ง EMS Run ที่ให้พี่ไปรฯ นำวิ่งในเส้นทางชุมชน ไปจนถึงบริการ Prompt Post / Prompt Pass ที่ดึงข้อมูล transcript ที่ verify แล้วมาเก็บใน document wallet ให้ผู้ใช้งานกดสมัครงานได้ทันที

    รวมถึงการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากผ่านแพลตฟอร์ม Thailand Postmart ที่ปัจจุบันสร้างยอดขายให้ชุมชนได้ราว 600-700 ล้านบาทต่อปี ด้วยโครงสร้างการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรวมค่าส่งที่ต่ำเพียงราว 10% ซึ่งเป็นจุดแข็งที่แพลตฟอร์มต่างชาติให้ไม่ได้

    "เรามองข้ามจากการเป็นแค่ share value สู่การเป็น life value หรือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า เมื่อเราอยู่กับเขานานขึ้น เข้าใจเขามากขึ้น เขาก็ยินดีที่จะจ่ายในคุณค่าที่เรามอบให้" ดร.ดนันท์ กล่าว


สปินออฟธุรกิจใหม่ ปั้นรายได้ 60% ใน 3 ปี

    จากแผนงานทั้งหมด ดร.ดนันท์ ตั้งเป้าให้กลุ่มธุรกิจและบริการใหม่ๆ เหล่านี้ สร้างสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 60% ของรายได้รวม ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ องค์กรเตรียมรุกธุรกิจดิจิทัลเต็มพิกัด โดยภายในสิ้นปี 2569 คาดว่าจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับภาคเอกชน เพื่อ spin-off บริการด้าน Digital ID ออกมาบริหารจัดการอย่างคล่องตัว

    ขณะเดียวกัน หากภาครัฐเดินหน้าโครงการ อีคอมเมิร์ซแห่งชาติ (OCN) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มส่วนกลาง (middleware) ที่รวมผู้ประกอบการ SME เข้ากับสิทธิประโยชน์จากรัฐ ไปรษณีย์ไทยก็พร้อมเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน รวมถึงมีความพร้อมในการใช้บุรุษไปรษณีย์ทำระบบยืนยันตัวตน (KYC) แบบ face-to-face ถึงหน้าประตูบ้าน สำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อรองรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลในอนาคต

    ก้าวต่อไปในทศวรรษที่ 15 ของไปรษณีย์ไทย จึงไม่ใช่แค่การขนส่งพัสดุ แต่คือการขยับจาก "logistics" สู่การเป็น "lifestyle logistics brand" นำความเชื่อใจ ข้อมูลระดับลึก และเทคโนโลยี มาสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจดั้งเดิมก็สามารถพลิกโฉมเป็นผู้นำบริการดิจิทัลยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ภาพ : ไปรษณีย์ไทย




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ส่องอินไซต์คนกินไอติม รับกระแสเจลาโต้ แกร็บชี้ยอดสั่งพุ่ง 70% ยอดค้นหาโต 6 เท่า “ช็อกโกแลต” ยืนหนึ่ง “พิสตาชิโอ” มาแรง ร้านสเปเชียลตี้สบช่อง ดันยอดขายพุ่ง 2 เท่า

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine