เมื่อ ‘หุ่นยนต์ AI’ ของ IBM ปะทะ ‘แชมป์โต้วาที’ ระดับนานาชาติ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร? - Forbes Thailand

เมื่อ ‘หุ่นยนต์ AI’ ของ IBM ปะทะ ‘แชมป์โต้วาที’ ระดับนานาชาติ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล / FORMER ONLINE BUSINESS WRITER
14 Feb 2019 | 04:53 PM
READ 9035

Aristotle วางรากฐานให้วงการด้วยคำกล่าวที่ว่า ศิลปะของการโน้มน้าวใจหรือ ‘วาทศิลป์’ นั้นสามารถเรียนรู้ได้ แม้ว่าแนวคิดของ Aristotle จะถูกต้อง แต่เขาน่าจะไม่เคยคาดการณ์ไว้ว่าวันหนึ่ง

หุ่นยนต์ AI

จะสามารถเรียนรู้การโต้แย้งได้ ถึงจะต้องใช้เวลากว่า 2,300 ปีกว่าที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วในที่สุด

แปลและเรียบเรียงจาก Here

s What Happened When IBM

s Advanced AI Machine Challenged An International Debate Champion เขียนโดย Carmine Gallo ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้กับแบรนด์และวิทยากรที่ Harvard University ตีพิมพ์ครั้งแรกใน forbes.com

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ ผมมีโอกาสเข้าร่วมชมเวทีการโต้วาทีระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด การดีเบตสดเป็นครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์นี้เกิดขึ้นหลังจากการทำงานยาวนาน 6 ปีของนักวิทยาศาสตร์จาก IBM Research ผู้ค้นคว้าวิจัยเพื่อไปสู่หมุดหมายครั้งใหญ่ครั้งต่อไปของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI นับจากหมุดหมายแรกในปี 1996 เมื่อ Deep Blue สามารถเอาชนะแชมป์หมากรุกได้ ต่อมาในปี 2011 Watson สามารถชนะแชมป์เกมโชว์รายการ Jeopardy สำเร็จ ในปี 2019 นี้ หุ่นยนต์ AI จะสามารถเอาชนะแชมป์โต้วาทีที่ครองสถิติโลกได้หรือไม่?

ผลลัพธ์คือ ผู้ชมหลายร้อยคนที่ได้รับเชิญมาชมการแข่งขันครั้งนี้เทคะแนนให้ “มนุษย์” ได้ชัยชนะ อย่างไรก็ตาม Project Debater ของ IBM ก็ยังนับได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะหุ่นยนต์ AI ตัวแรกที่สามารถโต้แย้งและโน้มน้าวใจในหัวข้อที่มันไม่เคยถูกตั้งโปรแกรมให้เรียนรู้มาก่อนได้สำเร็จ

Harish Natarajan คือชายผู้ครองสถิติชัยชนะมากที่สุดในโลกบนเวทีการดีเบตระดับนานาชาติ แต่การโต้วาทีในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาคือเวทีที่ผิดธรรมดาและอาจจะท้าทายมากที่สุดที่เขาเคยประสบ เนื่องจาก Project Debater สามารถเข้าถึงคลังประโยคได้กว่า 1 หมื่นล้านประโยคจากเอกสารหลายล้านรายการ แต่ Natarajan ไม่สามารถใช้ได้แม้แต่อินเทอร์เน็ต เขามีเพียงปากกา กระดาษโน้ต และสมองของเขาเองเท่านั้น

แต่ละมุมเวที ทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ มีเวลาเตรียมตัวโต้วาทีฝั่งละ 15 นาทีเท่ากัน พวกเขาได้รับญัตติการดีเบตคือ “เราควรอุดหนุนโรงเรียนอนุบาลหรือไม่” Project Debater จะเป็นผู้เสนอญัตติ ส่วน Natarajan จะเป็นฝ่ายค้านญัตตินี้ ย้ำอีกครั้งว่าเขามีเพียงสมองของเขา ศิลปะการโน้มน้าวใจ และทักษะอันน่าทึ่งของมนุษย์ในการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ชม

AI ของ IBM ได้พูดก่อน เธอใช้การนำเสนอกรณีศึกษาที่มีเหตุผลและตรรกะยาว 4 นาทีเพื่อสนับสนุนความคิดของเธอ โดยเธอมุ่งเน้นไปที่ 3 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมความสำเร็จทางการศึกษาของเด็ก ช่วยเอาชนะความยากจน และนำไปสู่จำนวนอาชญากรรมที่ลดลง หุ่นยนต์ตัวนี้ค้นเอกสารหลายล้านชิ้น ดึงข้อความที่เกี่ยวข้องมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดของเธอ และนำเสนองานวิจัยจำนวนมากที่มีผลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนประเด็นของเธอ

https://youtu.be/m3u-1yttrVw?t=685

คลิปวิดีโอการโต้วาทีระหว่าง Project Debater และ Harish Natarajan (เริ่มต้นที่นาทีที่ 11:25)

จากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาโครงการนี้ พวกเขาเห็นว่าความสำเร็จครั้งนี้โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะ Project Debater สามารถวางโครงสร้างประโยคการโต้วาทีได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ขาดคือเธอเพียงแต่นำเสนอหลักฐานต่างๆ เพื่อสนับสนุนประเด็น มาฟังทางฝั่ง Natarajan ซึ่งจะต้องค้านกลับกันบ้าง

Natarajan ใช้วิธีการโน้มน้าวใจที่ละเอียดซับซ้อนกว่ามาก เป็นวิธีที่จะสะท้อนกลับไปสู่มนุษย์ด้วยกัน Natarajan เคยบอกกับผมว่า นักพูดที่เก่งกาจนั้นจะต้องหาพื้นที่เพื่อมา ‘เจอกันตรงกลาง’ กับคนที่คิดเห็นตรงข้ามกับตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่เขาทำ

“ก่อนอื่นเลย ผมขอเน้นในสิ่งที่เราเห็นตรงกัน” เขาเริ่มการดีเบต “ความยากจนนั้นเลวร้าย และสิ่งที่เลวร้ายเช่นกันคือเมื่อประชาชนไม่มีน้ำประปาหรือสาธารณสุขเพื่อดูแลบุตรหลาน...”

Natarajan ใช้เวลาของเขาเพื่อโต้แย้งว่า ในขณะที่การอุดหนุนโรงเรียนอนุบาลนั้นเป็นเป้าหมายที่น่ายกย่อง แต่เราก็ยังอาศัยอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีเงื่อนไขทางการเงิน และมีขีดจำกัดของงบที่เราจะใช้จ่าย เขาโต้แย้งมุมมองของ Project Debater ว่า การสนับสนุนโรงเรียนอนุบาลจะกลับกลายเป็นการทำร้ายผู้คนที่รัฐต้องการจะช่วยเหลือ ด้วยการโยกย้ายทรัพยากรอันมีจำกัดไปจากสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่สำคัญยิ่งกว่า

ในตอนจบของการดีเบต ผู้ชมสดในห้องประชุมกว่า 800 คนได้รับเชิญให้ลงคะแนนเสียง และ Natarajan ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะเนื่องจากหลายๆ คนบอกว่า Natarajan สามารถเปลี่ยนความคิดตั้งต้นที่พวกเขามีต่อประเด็นนี้ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นชัยชนะในการโต้วาที เพราะการแข่งขันนี้จุดประสงค์ไม่ใช่การทำคะแนนให้มากที่สุดแต่เป็นการเปลี่ยนความคิดของคนให้จงได้

AI ของ IBM ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ “เอาชนะ” หรือมาทดแทนมนุษย์ ที่จริงแล้วมันถูกสร้างมาเพื่อเป็นส่วนเสริมหรือช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจได้ โดยข้อมูลจากทีมวิจัยผู้สร้าง AI เครื่องนี้กล่าวว่า โปรเจ็กต์นี้สร้างขึ้นเพื่อยกระดับการสื่อสารด้วยหลักฐานและเหตุผล AI ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นมันจึงไม่สามารถอ่านใจคนฟังหรือเชื่อมสัมพันธ์กับผู้คนได้ในเชิงอารมณ์ แต่มันสามารถสร้างข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลพร้อมกับงานวิจัย เอกสาร และหลักฐานหลายล้านชิ้นมาเป็นข้อสนับสนุน

Natarajan กล่าวกับผมหลังการแข่งขันโต้วาทีว่า การเสนอญัตติของ Project Debater นั้น “ใช้วลีได้อย่างสวยงามและใช้คำในบริบทต่างๆ ได้ดีกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ AI เครื่องนี้มีพลังมหัศจรรย์ที่มาช่วยเหลือมนุษย์ได้”

Aristotle เชื่อว่า ในการจูงใจคนให้เปลี่ยนความคิดนั้น ผู้พูดจะต้องมีส่วนผสมของ ethos (บุคลิก), logos (ตรรกะ, เหตุผล และหลักฐาน) รวมถึง pathos (อารมณ์) ด้วย Aristotle เสนอว่าการจูงใจคนจะต้องมีองค์ประกอบทั้งสามอย่างอย่างครบถ้วน แต่ Project Debater ของ IBM นั้นขาดในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ทำให้เธอไม่มีจินตนาการที่จะสร้างภาพความฝันขึ้นมา ซึ่งสิ่งนั้นเป็นจุดสำคัญที่สงวนไว้ให้กับมนุษย์ผู้สร้าง AI อย่างไรก็ดี เธอก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งทรงคุณค่าต่อมนุษย์ในการตัดสินใจนั่นคือ...หลักฐาน เหตุผล และตรรกะนั่นเอง