"ศุภชัย เจียรวนนท์" ชี้วิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส แนะรัฐตั้งเป้าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • IT
  • News >
  • “ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้วิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส แนะรัฐตั้งเป้าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก

“ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้วิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส แนะรัฐตั้งเป้าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก

PR
PR News / PR NEWS
05 May 2020 | 1:37 pm 1649

ศุภชัย เจียรวนนท์ชี้วิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส แนะรัฐตั้งเป้าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก ชู 5 เป้าหมายพลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจ 4.0

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นี้ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไปทั่วโลก  แต่เชื่อว่าโลกจะ Rebound กลับมาสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด และมั่นใจว่าโลกของเราจะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียว และจากแรงเสริมของวิกฤตโควิด-19 ที่ผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเร็วขึ้น

ซึ่งจะทำให้โลกหลังวิกฤตเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิด New Normal จากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy ที่เป็นเศรษฐกิจ 4.0 ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน หรือทรานส์ฟอร์มสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ ต้องกล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยตั้งเป้าหมายในการนำประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก

โดยสภาดิจิทัลฯ ได้กำหนดเป้าหมายสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ New Economy ที่กำลังจะมาถึงหลังวิกฤตโควิด-19 ประกอบด้วย 5 เป้าหมายที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย

เป้าหมายแรก คือ ต้องสร้างตัวชี้วัดใหม่ให้ประเทศไทย ต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดแบบดั้งเดิม มาสู่ตัวชี้วัดใหม่ เช่น ตัวชี้วัดด้าน Digital Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ จะต้องไม่วัดจากจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อประชากร หรือจำนวนโทรศัพท์มือถือต่อประชากร แต่ควรเป็นตัวชี้วัดที่บอกถึงศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เป็นต้น เนื่องจากองค์ความรู้ใหม่ ของโลกล้วนมาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาจีน

ทั้งนี้ การสร้างตัวชี้วัดใหม่ คือการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งจะสร้างความตระหนักรู้ หรือ Awareness แก่สังคมไทย ถือเป็นเรื่องดีที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้พร้อมรองรับอนาคต 4.0 ที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายที่ 2 คือ ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เพราะทุกภาคส่วนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าต่างฝ่ายต่างทำ ทั้งนี้ เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันได้แม้ในบางมิติอาจจะต้องแข่งขันกันบ้างก็ตาม

ขณะที่เป้าหมายที่ 3 คือ Digital Manpower ต้องเร่งสร้างและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล โดยสร้างคนจากภายในประเทศ ด้วยการสร้างทักษะ upskill และ/หรือ reskill ด้านดิจิทัลแก่บัณฑิตจบใหม่ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 500,000 คน เพื่อให้มีทักษะใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการใหม่ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และอาจจะต้องมีแรงจูงใจ หรือ Incentive ในเป้าหมายนี้

สำหรับเป้าหมายที่ 4 คือ Digitalization เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องปรับตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งนี้ เแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงสตาร์ทอัพ ต้องตื่นตัวและสำรวจตัวเองให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กร

และ เป้าหมายที่ 5 คือ ต้องสร้างประเทศไทยให้เป็น Hub ด้านการค้าการลงทุน ดึงคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาประเทศไทย ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นฮับในระดับภูมิภาคเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งไทยมีศักยภาพเพราะตั้งอยู่ในศูนย์กลางของโลกที่มีคนมากถึง 3,000 ล้านคน โดยต้องพิจารณาดูว่าอะไรเป็นเรื่องใหม่และมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลง เช่น ไทยสามารถเป็นฮับในด้านสุขภาพได้หรือไม่ โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีและดิจิทัลจะช่วยทำให้ประเทศไทยทะยานตัวสู่เป้าหมายนี้ได้

และเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ประเทศไทยต้องมีระบบนิเวศ หรือ  Ecosystem ที่เอื้ออำนวยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีและดิจิทัล อาทิ การดึงคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาช่วยให้เราเป็นฮับด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะต้องมีแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้เข้ามาประเทศไทย

รวมไปถึงการส่งเสริมด้านวิจัยและพัฒนา หรือ R&D หรือการมี Intelligent Center เพื่อดึงนักวิจัย หรือสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่เก่ง รวมไปถึงผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เข้ามาไทย และควรส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยปรับตัวผลิตคนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีให้มากขึ้น

 

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP