พนักงานไทย 94% ใช้ AI ทำงาน ติดอันดับ 4 จาก 10 ในเอเชีย งานใหม่ผุด ทักษะใหม่มา Reskill กลายเป็นโจทย์ใหญ่องค์กร

พนักงานไทย 94% ใช้ AI ทำงาน ติดอันดับ 4 จาก 10 ในเอเชีย งานใหม่ผุด ทักษะใหม่มา Reskill กลายเป็นโจทย์ใหญ่องค์กร

FORBES THAILAND / ADMIN
28 Aug 2026 | 06:00 PM
READ 150

ผลสำรวจ “โรเบิร์ต วอลเทอร์ส” ชี้ 94% พนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน ติดอันดับ 4 จาก 10 ในเอเชีย แต่มีเพียง 57% ที่มั่นใจว่าทักษะของตนยังตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขณะที่ 72% มอง AI ช่วยเพิ่มโอกาสในสายอาชีพ สะท้อนโจทย์ใหญ่องค์กรคือการ Reskill เมื่อ AI ไม่ได้แทนคน แต่กำลังเปลี่ยนวิธีทำงาน


    โรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทด้านการจัดหางาน เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากผลสำรวจพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 รายในเอเชียและประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 10 ในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการใช้ AI ในการทำงาน

    โดย 94% ของพนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน และ 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพของตน แต่มีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน

    เช่นเดียวกับภาพรวมของภูมิภาค AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์

    ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า ปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด AI จะไม่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว อยู่ร่วมกับ AI และนำ AI มาใช้เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป

    เนื่องจาก AI กลายเป็นส่วนสำคัญของการทำงานในแต่ละวันมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานไทยจึงนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานประจำวันมากขึ้น โดย AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายด้าน ได้แก่ 53% ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว, 44% เพื่อการสนับสนุนด้านการสื่อสาร ให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ 43% ใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น

    แม้ AI จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสนับสนุนที่มีคุณค่า แต่พนักงานไทยยังคงระมัดระวังต่อความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำงานร่วมกับระบบเหล่านี้

    โดยความกังวลหลักเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ ได้แก่ 46% กังวลเรื่องความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI เนื่องจากพนักงานอาจตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ, 43% กังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัย จากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ และ 43% กังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญ

    ความกังวลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน กรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา


การใช้งาน AI สูง แต่ความสำคัญอยู่ที่ใช้อย่างไร

    สำหรับภาพรวมในเอเชีย ผลการสำรวจของ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ยังพบว่ามีการนำ AI มาใช้งานเป็นเรื่องปกติ โดย 58% ขององค์กรในเอเชียได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงาน และ 93% ของพนักงานระบุว่ากำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง ในจำนวนนี้ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพ

    อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของพนักงานเกี่ยวกับผลกระทบของ AI แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ในเวียดนาม (98%) และฟิลิปปินส์ (95%) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการใช้งาน AI สูง และมีความเชื่อมั่นสูงว่า AI มีผลกระทบต่ออาชีพ ในขณะที่การพัฒนาทักษะ AI ให้ทันสมัยในทั้งสองตลาดนี้ยังคงตามหลังอยู่

    ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่มองโลกในแง่ดีที่สุด (88%) ขณะที่ไต้หวันมีความมั่นใจในทักษะ AI สูงสุด (73%) แต่มีความเชื่อมั่นในผลกระทบของ AI ต่ำกว่าจีนเล็กน้อย

    ในทางกลับกัน ฮ่องกง (66%) และสิงคโปร์ (67%)รายงานว่าพนักงานมีความเชื่อมั่นว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แม้ว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายก็ตาม

    องค์กรในเอเชียระบุว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในงานที่เน้นกระบวนการ ข้อมูล หรือการปฏิบัติงาน โดยสามอันดับแรก ได้แก่ งานธุรการและสนับสนุนธุรกิจ 43% งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล 35% และงานบัญชีและการเงิน 32% ในขณะที่พนักงานเองมักใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหา 47% วิเคราะห์ข้อมูล 40% และค้นคว้าข้อมูล 38%

    นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตำแหน่งงานเดิมที่มีอยู่แล้ว AI ยังผลักดันให้เกิดความต้องการตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ต้องการทักษะและความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางธุรกิจอย่าง AI product manager ตำแหน่งงานด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงอย่าง data analyst ตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ เช่น AI governance หรือ risk manager

    ผลการสำรวจดังกล่าวจึงสะท้อนว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนและก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ มากกว่าที่จะทดแทนตำแหน่งงานเดิมทั้งหมด เนื่องจากมีองค์กรเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน (workforce optimisation) เป็นเหตุผลสำคัญในการนำ AI มาใช้


ปรับตัวไปพร้อมกับ AI

    ปุณยนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยเข้ามาทำงานที่ทำซ้ำๆ แทนคน และช่วยให้พนักงานสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณมากขึ้น

    เมื่อมี AI เข้ามาช่วย พนักงานจึงต้องตรวจสอบผลลัพธ์อย่างละเอียด เพิ่มบริบท บริหารความคาดหวัง และให้คำแนะนำทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและตรงเป้าหมาย

    เมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับพนักงานของตน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าตนเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้นำภายในองค์กร ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI

    “การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัว เป็นทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในตัวพนักงาน” ปุณยนุช กล่าว




ภาพ : magnific.com




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : องค์กรต้องใส่ใจ "พนักงานใหม่" กว่า 50% รู้สึกผิดหวังหากเจอประสบการณ์เริ่มงานที่ไม่ดี แถมมีแนวโน้มเล็งลาออก 12%

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine