คำกล่าวที่ว่า ‘อย่าเผาสะพาน (Don’t burn any bridges)’ คือคำแนะนำที่พบได้บ่อยๆ ในแวดวงคนทำงานมืออาชีพ เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ แม้จะเปลี่ยนบริษัทที่ทำงาน หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานไปแล้ว กระนั้นก็ตาม จะเป็นอย่างไรหากการเผาสะพานไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องทำ แต่ยังเป็นกลยุทธ์อันนำไปสู่ความก้าวหน้าทางอาชีพการงานในอนาคต
ความเป็นจริงคือ ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ในระดับมืออาชีพที่จำเป็นในระยะยาว แม้การรักษาคอนเน็คชั่นจะหมายถึงโอกาส แต่ความสัมพันธ์ toxic และไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี การตัดสัมพันธ์ในหลายสถานการณ์อาจนำไปสู่ความก้าวหน้าทางการงานที่ยิ่งใหญ่กว่า
แทนที่จะยึดติดกับความคิดที่ว่าต้องรักษาสะพานทั้งหมดเอาไว้โดยปราศจากซึ่งการตั้งคำถาม คนทำงานมืออาชีพควรประเมินว่าความสัมพันธ์ใดช่วยเกื้อหนุนหรือกีดกันการเติบโต และต้องมีความมั่นใจที่จะเดินออกมาเมื่อจำเป็น
เหตุใดการ ‘เผาสะพาน’ จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดี?
เครือข่ายมืออาชีพที่แข็งแกร่งคือหนึ่งในทรัพย์สินทรงมูลค่าในโลกของการทำงาน อย่างไรก็ตามบางคอนเน็คชั่นก็อาจขัดขวางมากกว่าส่งเสริม ด้านล่างนี้คือเหตุผลว่าทำไมถึงควรเผาสะพาน และเมื่อไหร่คือจังหวะที่เหมาะสม
1) ความสัมพันธ์ toxic บั่นทอนการเติบโต
ขณะที่การสร้างเครือข่ายจำเป็นต่อการเติบโตในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ toxic ก็อาจกินพลังงานและจำกัดโอกาสต่างๆ วารสารวิชาการ The Leadership Quarterly เผยว่า บุคคลที่ยังติดต่อกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือที่ปรึกษาที่มีความ toxic ต่างก็มีระดับความเครียดสูงกว่า ความสัมพันธ์ใดที่คอยบ่อยทำลายการเติบโตของคุณ ตัดมันทิ้งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
2) การยึดติดกับคนที่ไม่ได้สนับสนุนกันทำให้เสียเวลา
ใช่ว่าทุกคอนเน็คชั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพ บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องทำการ ‘ดีท็อกซ์คอนเน็คชั่น’ โดยการปล่อยมือจากความสัมพันธ์ที่ย่ำอยู่กับที่หรือไม่ได้ช่วยสนับสนุนกัน
คนทำงานมืออาชีพที่หมั่นขัดเกลาเครือข่ายของตนอยู่เสมอๆ โดยการโฟกัสไปยังคอนเน็คชั่นที่มีคุณค่าสูงมักมีความก้าวหน้าและความพึงพอใจในชีวิตการทำงาน ถ้าความสัมพันธ์ใดไม่ได้นำมาซึ่งคุณค่าระหว่างทั้งสองฝ่ายหรือฉุดรั้งคุณไว้ บางทีก็อาจถึงเวลาที่ต้องก้าวออกมาแล้ว
3) ปัญหาด้านจริยธรรมจำเป็นต้องตัดทิ้งทันที
บ่อยครั้งที่ชื่อเสียงของบุคคลก่อร่างสร้างขึ้นจากบริษัทที่ทำงานด้วย หากคอนเน็คชั่นของพวกเขาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไร้จริยธรรมของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะหัวหน้าทุจริต พาร์ตเนอร์ที่ไม่ซื่อสัตย์ หรือแม้กระทั่งผู้นำธุรกิจที่ toxic การเกี่ยวพันกับคนเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบเชิงลบต่อชื่อเสียงของคุณ
ผลการศึกษาวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Heliyon พบว่า คนทำงานมืออาชีพที่เว้นระยะห่างจากเครือข่ายที่มีปัญหาด้านจริยธรรมมักถูกมองว่ายึดมั่นในหลักการและน่าเชื่อถือกว่า ในบางสถานการณ์ การเผาสะพานจึงไม่ใช่แค่สิ่งควรทำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อย้ำความซื่อตรงและแสดงจุดยืนในอาชีพของคุณ
4) ประกาศตัดความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
บางครั้งบางคราว การประกาศตัดความสัมพันธ์ต่อสาธารณะอย่างชัดเจนก็เป็นการส่งข้อความที่ทรงพลัง ผู้นำที่เปิดเผยว่าได้ละทิ้งวัฒนธรรมองค์กรที่ toxic หรือวิธีการทำธุรกิจที่เสี่ยงอันตรายมักได้รับความเชื่อถือและความเคารพ
คนทำงานมืออาชีพที่แสดงจุดยืนต่อต้านสภาพแวดล้อม toxic สร้างชื่อเสียงที่แข็งแกร่งกว่าในระยะยาว และยังได้รับโอกาสการเป็นผู้นำสูงกว่าด้วย หากการลาจากกันเงียบๆ ไม่ได้ช่วยเรื่องระบบพังๆ การเผาสะพานอย่างมีจุดมุ่งหมายก็นับเป็นการประกาศอันทรงคุณค่า
5) บางครั้งสะพานก็ถูกเผาไปแล้ว
ในบางกรณี การเผาสะพานไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งต้องทำ หากอดีตนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานไม่ให้ความเคารพขอบเขตที่คุณวางไว้ ทำให้ชื่อเสียงของคุณเสียหาย หรือทำลายอาชีพของคุณ ก็แทบไม่เหลือความจำเป็นที่จะรักษาคอนเน็คชั่นเอาไว้ แทนที่จะพยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์อยู่ฝ่ายเดียว คงดีกว่ากับการก้าวไปข้างหน้าและลงทุนไขว่คว้าหาเครือข่ายมืออาชีพที่สนับสนุนคุณได้มากกว่า

มืออาชีพมีวิธีการ ‘เผาสะพาน’ กันอย่างไรบ้าง?
หากคุณต้องการสื่อสารอย่างมืออาชีพว่าตัวเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับใครบางคนอีกต่อไปแล้ว ข้อสำคัญคือต้องชัดเจน เคารพ และแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น โดยมีแนวทางอยู่ 4 ข้อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนี้
1) ซื่อตรงแต่มีชั้นเชิง (สำหรับคนรู้จักในอาชีพหรือเพื่อนร่วมงาน)
เมื่อความสัมพันธ์หนึ่งไม่ได้มีประโยชน์อีกต่อไป แต่คุณอยากรักษาความเป็นมืออาชีพเอาไว้: “ฉันซาบซึ้งใจกับช่วงเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกัน แต่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางอื่นและต้องการโฟกัสกับสิ่งใหม่มากกว่า ฉันจึงขอแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าคงไม่ได้พูดคุยกับคุณบ่อยแบบเมื่อก่อน ฉันขอให้คุณโชคดีกับอนาคตเช่นกัน”
2) วางขอบเขต (สำหรับคนที่พยายามเข้าหาคุณมากเกินไป)
ในกรณีที่ใครบางคนพยายามเข้าหาคุณซ้ำๆ แต่คุณไม่มีความคิดจะตอบรับอีกแล้ว: “ฉันติดต่อมาเพื่อแจ้งให้คุณทราบว่าฉันกำลังโฟกัสงานสำคัญอื่นๆ อยู่ในตอนนี้ จึงไม่สะดวกสนทนากับคุณต่อ ฉันซาบซึ้งกับช่วงเวลาที่ผ่านมาของเราและหวังว่าคุณจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางของคุณ”
3) สร้างระยะห่างด้านจริยธรรม (สำหรับความสัมพันธ์ toxic หรือไร้จริยธรรม)
หากคุณต้องการพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมไร้จริยธรรมหรือเป็นอันตราย: “จากความคืบหน้าล่าสุด ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะขอยุติความสัมพันธ์นี้เนื่องด้วยมันไม่ตอบโจทย์คุณค่าและทิศทางด้านอาชีพของฉันอีกต่อไป ขอบคุณที่เข้าใจจุดยืนของฉัน ขอให้โชคดี”
4) ถอยออกมาอย่างเงียบๆ (สำหรับความสัมพันธ์ห่างๆ ไม่ได้จริงจัง)
ถ้าความสัมพันธ์นั้นไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารโดยตรง คุณเพียงแค่ยุติการตอบข้อความ, เลิกติดตามหรือนำคอนเน็คชั่นนั้นออกจาก LinkedIn หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ หรือไม่ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกมา อย่าเป็นคนทักไปริเริ่มบทสนทนาก่อน
5) ปลีกตัวออกมาอย่างเป็นทางการ (สำหรับความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือองค์กร)
ในกรณีที่คอนเน็คชั่นนั้นมีความเป็นทางการ เช่น ลูกค้าใหม่ หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจ: “หลังการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ฉันตัดสินจะถอยห่างจากความสัมพันธ์ด้านการทำงานของเราเพื่อโฟกัสกับโอกาสใหม่ๆ ที่มีความใกล้เคียงกับเป้าหมายในปัจจุบันของฉันมากกว่า ฉันซาบซึ้งการทำงานที่ผ่านมาของเรา และขอให้คุณประสบความสำเร็จต่อเนื่องไปในอนาคต”
ท้ายสุดนี้ แม้การรักษาความสัมพันธ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้จะเป็นเรื่องชาญฉลาด ก็ใช่ว่าทุกสะพานจะคู่ควรแก่การรักษาไว้ สิ่งสำคัญคือต้องมีเจตจำนงชัดเจน มั่นใจว่าแต่ละก้าวจะนำไปสู่เครือข่ายการทำงานที่แข็งแกร่ง ดีต่อสุขภาพกายใจ และมีคุณค่ากว่าเดิม
แปลและเรียบเรียงจาก When Burning Bridges Is The Right Career Move
Photo by Ketut Subiyanto and Andrea Piacquadio from Pexels
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ถ้าอยากประสบความสำเร็จ อย่าศึกษา ‘ต้นแบบ’ แค่คนเดียว แต่ให้ลองหาสัก 100 คน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine