จะรุ่งหรือจะร่วง? เมื่อ McDonald’s หวังปั้น "เมนูไก่-เครื่องดื่ม" ดันยอดขายทั่วโลกโต 1.5% ในปี 2030

จะรุ่งหรือจะร่วง? เมื่อ McDonald’s หวังปั้น "เมนูไก่-เครื่องดื่ม" ดันยอดขายทั่วโลกโต 1.5% ในปี 2030

McDonald’s กำลังเดิมพันกับสินค้ากลุ่มเมนูไก่และเครื่องดื่มเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว ทว่าการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งที่เชี่ยวชาญสินค้ากลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ จะทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาหารฟาสต์ฟู้ดรายนี้ดันยอดขายทั่วโลกให้โตตามเป้า 1.5% ภายในปี 2030 ได้หรือไม่


    การประชุมนักลงทุนในเดือนกันยายนที่ผ่านมา McDonald’s ได้เปิดเผยแผนงานที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกอีก 1.5% ทั้งในกลุ่มสินค้าไก่และเครื่องดื่มภายในปี 2030 

    ซึ่งทางบริษัทมองว่าสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจให้เติบโตนอกเหนือไปจากผลิตภัณฑ์เนื้อวัวที่เป็นสินค้าหลักเดิม

    Chris Kempczinski ซีอีโอ McDonald’s เผยข้อมูลกับสำนักข่าว CNBC ว่า McDonald’s ยังมีช่องทางเติบโตในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ได้อีกมาก เมื่อเทียบกับตลาดเนื้อวัวทั่วโลกที่มีมูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่แล้วราว 40%​

    "ปัจจุบันตลาดไก่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 แสนล้านเหรียญ บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนตลาดเครื่องดื่มมีมูลค่าราว 2.3 แสนล้านเหรียญ และเรามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10% นี่จึงเป็นโอกาสที่เราจะขยายการเติบโตได้อีกในอนาคต" Kempczinski กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายและยังสร้างความท้าทายให้ McDonald’s มากกว่าเดิม เพราะจากข้อมูลเชิงลึกของ Consumer Edge บริษัทวิเคราะห์ธุรกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ชี้ให้เห็นว่า

    ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด Chick-fil-A ที่เน้นขายเมนูแซนด์วิชไก่เป็นหลัก คือ คู่แข่งที่ดึงส่วนแบ่งการใช้จ่ายจากลูกค้าของ McDonald’s ไปได้มากที่สุด ประมาณ 0.58% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า​

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มและกาแฟก็เข้ามาแย่งชิงเม็ดเงินจากลูกค้ากลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่อง โดย 7 Brew ร้านกาแฟแบบไดรฟ์ทรู ดึงยอดการใช้จ่ายจาก McDonald’s ไป 0.4% 

    ส่วน Starbucks, Dutch Bros. Coffee และ Dunkin’ ก็ติดอันดับ 10 แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุดเช่นกัน และเมื่อรวมร้านกาแฟทั้ง 4 แบรนด์ สามารถชิงส่วนแบ่งการใช้จ่ายจากลูกค้าของ McDonald’s ไป 0.88% สะท้อนแรงกดดันจากคู่แข่งในตลาดที่ McDonald’s กำลังพยายามรุกหนักมากขึ้น


ลูกค้าเลือกใช้เงินมากขึ้น ศึกแย่งเม็ดเงินยิ่งดุเดือด

    Michael Gunther รองประธานอาวุโสของ Consumer Edge มองว่า ตลาดธุรกิจนี้กำลังเผชิญการแข่งขันเพื่อแย่งชิงงบประมาณค่าอาหารที่มีจำกัดมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกใช้เงินอย่างรอบคอบกว่าเดิม

    แม้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่สามารถระบุได้โดยตรงว่าลูกค้าสั่งเมนูอะไรเมื่อเข้าไปใช้บริการแต่ละร้าน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์คู่แข่งกำลังดึงดูดเม็ดเงินจากฐานลูกค้าของ McDonald’s ไปด้วยเช่นกัน

    "หาก McDonald’s สามารถนำเสนอเมนูใหม่ที่น่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ กลยุทธ์นี้ก็ยังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ" Gunther กล่าว​

    อย่างไรก็ตาม หากดูในส่วนของคู่แข่งเรื่องเบอร์เกอร์โดยตรง แบรนด์ Burger King ยังชิงส่วนแบ่งการใช้จ่ายจากลูกค้าของ McDonald’s ไป 0.24% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มร้านเบอร์เกอร์ที่ Consumer Edge ติดตาม


ยอดขายเริ่มมีสัญญาณฟื้น แต่ตลาดยังไม่คลายกังวล

    แม้ก่อนหน้านี้ McDonald’s ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากยอดขายที่เติบโตอย่างเชื่องช้า แต่ทางผู้บริหารของแบรนด์ได้เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกในช่วงปลายไตรมาส 3 

    โดยบริษัทระบุว่ายอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ ยังติดลบเล็กน้อยในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม แต่คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในเดือนกันยายน

    อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นยังตั้งคำถามว่า กลยุทธ์รุกตลาดไก่และเครื่องดื่มจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ McDonald’s ได้เร็วเพียงใด

    Danilo Gargiulo นักวิเคราะห์จาก Bernstein ระบุว่า การเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ๆ เช่น เครื่องดื่มชูกำลังแบบไม่มีน้ำตาล และไลน์เครื่องดื่มพิเศษอื่นๆ ในสหรัฐฯ ยังสร้างยอดขายได้ไม่มากพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของธุรกิจในภาพรวม 

    ขณะที่แพลตฟอร์มเมนูไก่ใหม่ ซึ่งรวมถึงไก่ชุบแป้งทอดด้วยมือและเมนูไก่ย่าง อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้จนกว่าจะเห็นผล

    นอกจากนี้ Gargiulo ยังให้คำแนะนำการลงทุนหุ้น McDonald’s ไว้ที่ระดับ market perform พร้อมราคาเป้าหมาย 295 เหรียญต่อหุ้น หลังจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ราคาหุ้น McDonald’s อยู่ที่ 235 เหรียญต่อหุ้น


แปลและเรียบเรียงจากบทความ : McDonald’s is leaning into chicken and drinks to grow. New data shows it could be a tough task

ภาพ : McDonald’s




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ร้านยา 177 ปีเปลี่ยนมืออีกครั้ง! มหาเศรษฐีแคนาดาฮุบ “Boots” ปิดดีลซื้อกิจการ 8.9 พันล้านเหรียญ ครอบคลุมธุรกิจในไทย-UK-ไอร์แลนด์​

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine