ปรากฏการณ์หุ้น AI จีนเดือด! “Shenzhen HFC” เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 719% พลิกชีวิตอดีตเซลส์พลาสติก สู่ทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญ

ปรากฏการณ์หุ้น AI จีนเดือด! “Shenzhen HFC” เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 719% พลิกชีวิตอดีตเซลส์พลาสติก สู่ทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญ

เส้นทางพลิกชีวิตของอดีตเซลส์ขายพลาสติก ที่มองเห็นโอกาสในยุคทองของ AI ปั้นบริษัท Shenzhen HFC ผู้ผลิตวัสดุระบายความร้อนชิปจนเข้าตลาดหุ้นจีนได้สำเร็จ สร้างปรากฏการณ์ IPO พุ่งทะยาน 719% ดันความมั่งคั่งทะลุ 1.7 พันล้านเหรียญ พร้อมดึงดูดบิ๊กเทคอย่าง Alibaba และ Huawei ร่วมลงทุน


    เส้นทางความมั่งคั่งของ "Sun Aixiang" ประธานวัย 58 ปีแห่ง Shenzhen HFC ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องบอร์ดบริหารระดับสูง หลังจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย เขาใช้เวลาเกือบสองทศวรรษในสายอาชีพพนักงานขายผลิตภัณฑ์พลาสติก เทป และกาว

    ก่อนจะตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2003 ด้วยการร่วมมือกับ "Zhao Jianping" พี่เขยวัย 63 ปี ก่อตั้งบริษัทด้านวัสดุขึ้นมา ซึ่งการตัดสินใจในวันนั้นได้พลิกโฉมชีวิตของพวกเขากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญในวันนี้

    ความสำเร็จนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ หลังจาก Shenzhen HFC เปิดขายหุ้น IPO จำนวน 18.7 ล้านหุ้น ในราคา 76.9 หยวนต่อหุ้น บนกระดานตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น กวาดเงินระดมทุนไปได้ถึง 1.4 พันล้านหยวน หรือราว 214.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    โดยทันทีที่หุ้นเริ่มทำการซื้อขายเป็นวันแรก กระแสความสนใจอย่างล้นหลามจากนักลงทุนได้ดันให้ราคาหุ้นพุ่งทะยานสูงสุดถึง 719%

    ข้อมูลจากการประเมินของ Forbes ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้ดันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Aixiang พุ่งขึ้นไปแตะที่ 1.7 พันล้านเหรียญ ขณะที่ Jianping ผู้เป็นกรรมการบริษัท มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 1.3 พันล้านเหรียญ


สอดรับเมกะเทรนด์ AI ดึงบิ๊กเทคฯ ร่วมลงทุน

    การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาหุ้นสะท้อนให้เห็นถึงภาพจำที่คุ้นเคยในตลาดทุนจีน เมื่อนักลงทุนต่างกระตือรือร้นกว้านซื้อหุ้นเทคโนโลยีเกิดใหม่ ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

    ซึ่งธุรกิจของ Shenzhen HFC ก็เข้ามาตอบโจทย์และสอดรับกับเมกะเทรนด์โลกอย่างพอดิบพอดี โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตวัสดุจัดการความร้อน เช่น แผ่นและเจลนำความร้อน

    ชิ้นส่วนเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะถูกนำไปใช้เพื่อระบายความร้อนในชิป AI โมดูลออปติคัล และอุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูล (data center) นอกจากนี้ บริษัทยังผลิตวัสดุป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้รวนจากการถูกรบกวน

    ด้วยความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ส่งผลให้ศักยภาพของ Shenzhen HFC ไปเข้าตาและดึงดูดนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ระดับท็อป ไม่ว่าจะเป็น Hubble Investment หน่วยงานร่วมลงทุนของ Huawei, แผนก cloud computing ของ Alibaba 

    รวมถึง Eoptolink ผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณแสงชั้นนำ โดยเงินระดมทุนส่วนใหญ่จาก IPO จะถูกนำไปใช้สร้างศูนย์วิจัยแห่งใหม่ในประเทศจีนเพื่อต่อยอดนวัตกรรม

    ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งระดับโลก โดยรายได้ประมาณ 2 ใน 3 มาจากตลาดต่างประเทศ และมีลูกค้ารายใหญ่ระดับแม่เหล็กอย่าง Hon Hai Precision Industry (Foxconn) ของมหาเศรษฐี Terry Gou รวมอยู่ด้วย


โชว์รายได้ก้าวกระโดด ท่ามกลางความท้าทาย

    ด้วยกระแสเทคโนโลยีที่สนับสนุนและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนระบุว่า ในปี 2568 รายได้ของ Shenzhen HFC ทะยานขึ้น 114% แตะระดับ 706.7 ล้านหยวน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปี 2567 ไปอยู่ที่ 269 ล้านหยวน

    ทว่าในโลกธุรกิจที่หมุนไว Shenzhen HFC ยังคงก้าวอย่างระมัดระวัง บริษัทได้ระบุเตือนในหนังสือชี้ชวนว่า อัตราการเติบโตที่รวดเร็วนี้อาจชะลอตัวลงในอนาคต จากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และกลยุทธ์ของลูกค้าที่พยายามกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงประเมินทิศทางเชิงบวกในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 โดยคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตราว 31.1% ถึง 39.3% หรือแตะระดับ 640-680 ล้านหยวน พร้อมคาดหวังกำไรสุทธิที่จะเพิ่มขึ้น 28.7% ถึง 40.7% หรือราว 245-268 ล้านหยวนในช่วงเวลาเดียวกัน

    ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจ ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก


แปลและเรียบเรียงบทความจาก : Former Plastics Salesman Becomes Billionaire As Chip-Cooling Materials Maker’s Shares Soar 719% On Debut​

ภาพ : Magnific​




​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Peter Rahal มือฉมังด้าน "โปรตีนบาร์" นั่งแท่นมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญ หลังระดมทุนเพิ่มได้ 250 ล้านเหรียญ

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​