"ออสเตรเลีย" กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลึกสุดในรอบเกือบ 100 ปี - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • “ออสเตรเลีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลึกสุดในรอบเกือบ 100 ปี

“ออสเตรเลีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลึกสุดในรอบเกือบ 100 ปี

กนกวรรณ มากเมฆ

กราฟที่มีแนวโน้มราบเป็นเส้นตรง แสดงให้เห็นว่า ออสเตรเลีย เหมือนจะประสบความสำเร็จในการที่ไม่ได้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูง แต่ผลลัพธ์ในแง่ดีนี้อาจไม่ได้ปกป้องเศรษฐกิจจากภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง และขั้นต่ำ…คาดว่าจะหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930-1931

แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญทั้งด้านการเงินและการคลังจะช่วยอุ้มภาคครัวเรือน และช่วยให้ภาคธุรกิจอยู่รอดและรักษาพนักงานไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็กของ ออสเตรเลีย นั้นได้รับความเสียหายอย่างมาก ทั้งยังเผชิญกับดีมานด์และการค้าทั่วโลกที่ซบเซาอย่างหนัก

นโยบายทางการเงินและการคลังเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีกหลายปีข้างหน้า

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomeberg Economics วิเคราะห์เศรษฐกิจของออสเตรเลียไว้ ดังนี้

คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี 3 ไตรมาสแรกของออสเตรเลียจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจออสเตรเลียอาจหดตัวถึง 9% จากไตรมาส 4 ปี 2019 ก่อนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 4 ปี 2020 และจนถึงครึ่งปีหลังของปี 2022 คาดว่าเศรษฐกิจคงยังไม่ฟื้นตัวมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนา

สำหรับปี 2020 ยังคงประมาณการว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 6% และหากการควบคุมการระบาดเป็นไปได้ดี ก็จะช่วยเสริมให้การเติบโตเศรษฐกิจปี 2021 เติบโตได้มากกว่าที่ประเมินไว้คราวก่อน คือเพิ่มจาก 1.6% เป็น 2.5% อย่างไรก็ตาม การระบาดระลอกที่สองยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก

นโยบายด้านการเงินถูกเปลี่ยนไปสนับสนุนนโยบายการคลังและส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (overnight cash rate) จะถูกคงไว้จนถึงอย่างน้อยปี 2022 โดยมีมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ตลาดแรงงานจะอยู่ในสภาพชะลอตัวไปอีกหลายปี ซึ่งจะกดดันการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อ

 

GDP ออสเตรเลียหดตัวมากสุดในรอบ 90 ปี

ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดของออสเตรเลียในการยับยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 จากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ ได้ปูทางไปสู่ช่วงต้นของภาวะจำศีลทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกินเวลาราว 6 เดือน แต่กระบวนการนี้มีลักษณะที่จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะไม่ป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

เมื่อเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ปีก่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขนาดและช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ใช้ในการรับมือกับวิกฤตไวรัส โดยการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกของไตรมาส 1/2563 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในไตรมาส 2/2563 มีแนวโน้มหดตัวรุนแรงยิ่งขึ้น

การยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ จะช่วยให้ธุรกิจรีสตาร์ทใหม่ได้ แต่การฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเริ่มต้นใหม่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังมาพร้อมกับการคลี่คลายมาตรการบางส่วน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และความต้องการของผู้บริโภค

 

การฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องใช้นโยบายการสนับสนุนที่ยั่งยืน

ด้วยความที่เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็ก เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแออาจจำกัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการระบาดระลอกที่สอง ซึ่งมีแนวโน้มมาจากการนำเข้ามากที่สุด ทำให้มาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศไม่น่าจะถูกยกเลิกในทันที

ขณะที่พรมแดนระหว่างประเทศของออสเตรเลียจะถูกปิดอีกเป็นเวลา 3-4 เดือน แม้มีความเป็นไปได้ว่าจะผ่อนคลายการปิดกั้นพรมแดนในโซนปลอดไวรัสอย่างนิวซีแลนด์ แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดอีกครั้ง

ประมาณการเบื้องต้นจากตลาดแรงงานยืนยันว่า การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสนั้นมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่มหาศาล แม้จะมีมาตรการทางการเงินออกมา แต่ความจริงที่น่ากลัวคือ ไม่ใช่ทุกธุรกิจและงานทุกตำแหน่งจะถูกช่วยเหลือ

นโยบายการคลังจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ไปสู่การกระตุ้นและการฟื้นฟูภายใต้การควบคุมการระบาดของไวรัส

ยิ่งในตลาดแรงงานน่าจะยิ่งเห็นชัดกว่าตัวชี้วัดอื่นๆ แม้ส่วนหนึ่งเราจะคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น ภาพที่แท้จริงคือความต้องการแรงงาน หรือระดับอุปทานแรงงานส่วนเกินนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลง และลดจำนวนชั่วโมงทำงานของพนักงานแต่ละคนลงด้วย

เนื่องจากการจ่ายเงินเยียวยาลดลง และมาตรการทางสังคมที่ค่อยๆ ถอยกลับ ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น สภาพตลาดแรงงานเช่นนี้อาจกินเวลายาวนาน แม้สภาพเศรษฐกิจจะฟื้นคืนมาได้

เหล่านี้จะส่งผลให้อัตราการเติบโตของค่าแรงถูกกดเป็นเวลานาน ในทางกลับกัน โอกาสที่จะเกิดภาวะค่าแรงขับเคลื่อนเงินเฟ้อก็ลดน้อยลงด้วย รวมถึงบริษัทต่างๆ ไม่น่าจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน

ปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งอีกครั้งใช้วิธีการออม ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้การฟื้นฟูดีมานด์ต้องเลื่อนหรือหยุดไปก่อน

ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินและการคลังที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้นเท่าไหร่ การเยียวยาเศรษฐกิจก็จะสามารถทำได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น

 

แปลและเรียบเรียงจาก Australia Is Heading Into Its Deepest Downturn in Almost 100 Years

BACK TO TOP