ทำไม "ไวรัสโคโรน่า" ถึงเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกที่ใหญ่กว่าโรคระบาดครั้งก่อนๆ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • ทำไม “ไวรัสโคโรน่า” ถึงเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกที่ใหญ่กว่าโรคระบาดครั้งก่อนๆ

ทำไม “ไวรัสโคโรน่า” ถึงเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกที่ใหญ่กว่าโรคระบาดครั้งก่อนๆ

กนกวรรณ มากเมฆ

17 ปีหลังจากไวรัส SARS หรือโรคซาร์สระบาด ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 77 ราย ในปีนี้ ไวรัสโคโรน่า กำลังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนทั่วโลก เพราะการระบาดที่กระจายออกไปในหลายประเทศ จนมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากกว่าโรคระบาดครั้งก่อน

การระบาดของ ไวรัสโคโรน่า ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าการระบาดของไวรัสนี้มีแนวโน้มที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าโรคระบาดครั้งก่อนๆ ด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์อันลึกซึ้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ในปี 2013 เมื่อครั้งที่โรคซาร์สระบาด ขณะนั้นจีดีพีของประเทศจีนอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันจีดีพีของประเทศจีนกระโดดมาอยู่ที่ราว 13 ล้านล้านเหรียญแล้ว

ในช่วงเวลานั้น ประเทศจีนถือเป็นศูนย์กลางการเติบโตของบริษัทสหรัฐฯ ที่กำลังมองหาวิธีเพิ่มกำไรให้กับบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทเหล่านั้นกำลังเป็นภาคธุรกิจรายแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในครั้งนี้ที่สถานการณ์ยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 4 หมื่นราย เสียชีวิตแล้วกว่า 900 คน

ธุรกิจสหรัฐฯ บางรายอย่างเช่นยักษ์ใหญ่ในวงการกาสิโนอย่าง Las Vegas Sands (ซึ่งมีผู้มาเยือนลดลง 80% ในช่วงที่มีการระบาดที่ Macau) แม้จะยังไม่เปิดบริการเมื่อครั้งที่โรคซาร์สระบาดในปี 2003 แต่เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน Sheldon Adelson มหาเศรษฐีผู้เป็นประธานแห่ง Las Vegas Sands ได้แจ้งเตือนให้พนักงานทุกคนในภูมิภาคนี้สวมหน้ากากอนามัย และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนที่นี่ต้องถูกตรวจอุณหภูมิร่างกายด้วย

ยักษ์ใหญ่กาสิโนรายนี้จะสูญเสียรายได้ไปเท่าไหร่ คงจะได้เห็นความชัดเจนในไตรมาสที่ 2

ผมว่ามันบ้ามากหากคิดว่าเราจะสามารถลดต้นทุนได้พอที่จะชดเชยกับนักท่องเที่ยวที่หายไป 80% นั่นเป็นปัญหาที่แท้จริงสำหรับผู้ประกอบการทุกคนRob Goldstein ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแห่ง Las Vegas Sands กล่าวกับนักวิเคราะห์

คราวนี้ลองมาเปรียบเทียบประเทศจีนในปี 2003 และปัจจุบันกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

-จีดีพีจีน

จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก จึงมีความกังวลมากมายว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอาจต้องชะงักจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า

-การส่งออกสินค้าจากจีนไปทั่วโลก

ขณะที่ด้านการส่งออก ประเทศจีนส่งออกสินค้ามากกว่าเมื่อก่อน โดยในปี 2018 ประเทศจีนเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดที่จัดจำหน่ายสินค้าไปสหรัฐอเมริกา โดยสินค้าเหล่านั้นรวมถึง เครื่องจักรไฟฟ้า (1.52 แสนล้านเหรียญ), เครื่องจักร (1.17 แสนล้านเหรียญ), เฟอร์นิเจอร์และเครื่องนอน (3.5 หมื่นล้านเหรียญ), ของเล่นและอุปกรณ์กีฬา (2.7 หมื่นล้านเหรียญ) และพลาสติก (1.9 หมื่นล้านเหรียญ)

-จำนวนมหาเศรษฐีในจีน

นอกจากนี้ จำนวนมหาเศรษฐีก็กำลังเพิ่มขึ้น โดย Jack Ma ผู้ที่เพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัท Alibaba ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ก็เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในจีนด้วยสินทรัพย์สุทธิ 4.2 หมื่นล้านเหรียญ

-จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเยือนสหรัฐฯ

ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า การเดินทางท่องเที่ยวเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยขึ้นของชาวจีน โดยประชาชนชาวจีนมีฐานะร่ำรวยขึ้น และเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวันหยุดของพวกเขา ผลสำรวจจาก Nielsen ในปี 2017 เผยว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายราว 762 เหรียญ/คน เพื่อช็อปปิ้งในทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ชาวจีนใช้จ่ายเงินเฉลี่ย 486 เหรียญ/คนเท่านั้น

-จำนวนสาขาของร้าน Starbucks ในประเทศจีน

Starbucks ประกาศว่าจะปิดสาขามากกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวนกว่า 4,100 สาขาที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางความหวาดกลัวในไวรัสโคโรน่า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะร้านกาแฟแบรนด์นี้เท่านั้น แต่ค้าปลีกรายอื่นๆ ก็ประกาศปิดร้านด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น H&M ที่ประกาศปิดอย่างน้อย 45 สาขา และระงับการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงานที่จะต้องไปจีน และเดินทางออกจากจีน ด้าน Ikea ได้ปิดสาขาลงครึ่งหนึ่งจากที่มี 30 สาขาในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนโรงงานของ Coca-Cola ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

-จำนวนโรงแรมในเครือ Marriott ในประเทศจีน

สำหรับเชนโรงแรม Marriott แล้ว จีนเป็นตลาดนอกสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด ในปี 2018 บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Alibaba เพื่อสร้างข้อตกลงที่ให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถจองห้องพักของ Marriott ผ่านเว็บไซต์ท่องเที่ยวของ Alibaba ได้

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน Marriott ระบุว่า โรงแรมได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมการยกเลิกห้องพักที่จะเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020 สำหรับแขกที่จองโรงแรมในจีนแผ่นดินใหญ่, ฮ่องกง, ไต้หวัน และ Macau การยกเลิกค่าธรรมเนียมนี้ยังรวมถึงแขกจากจีนแผ่นดินใหญ่, ฮ่องกง, ไต้หวัน และ Macau ที่จะเดินทางไปพักที่โรงแรม Marriott ในจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลกด้วย

-รายได้ของกาสิโน Las Vegas Sands ใน Macau

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ากาสิโนของ Las Vegas Sands ใน Macau มีผู้มาเยือนลดลงถึง 80% แม้จะเป็นในช่วงเทศกาลปีใหม่จีน ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่กระจายไปทั่วภูมิภาคสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะและซีเรียสมหาเศรษฐี Sheldon Adelson กล่าวกับนักวิเคราะห์ดังนั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดคือสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและแขกที่เดินทางมา และเราจะทำทุกสิ่งที่เราทำได้เพื่อสนับสนุนทั้งรัฐบาล Macau และรัฐบาลจีนประธานและซีอีโอ Las Vegas Sands กล่าวเพิ่มเติม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเศรฐกิจจีนที่เติบโตขึ้นมากกว่าเมื่อปี 2003 อย่างมหาศาล ทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจของอีกหลายประเทศทั่วโลก และเมื่อมังกรกำลังล้มป่วยจากโรคระบาดที่หนักกว่าครั้งก่อนๆ เศรษฐกิจโลกที่มีโซ่สัมพันธ์จากเศรษฐกิจจีนจึงได้รับผลกระทบไปด้วย สิ่งที่หลายคนหวังจึงไม่เพียงหวังให้โรคระบาดครั้งนี้สิ้นสุดลง ผู้ติดเชื้อกลับมาหายเป็นปกติ แต่ยังหวังให้มังกรนั้นกลับมาแข็งแรง เพื่อเศรษฐกิจโลกจะได้ฟื้นคืนและกลับมามีสีสันอีกครั้ง

 

แปลและเรียบเรียงจาก China, Then And Now: Why Coronavirus Is A Bigger Threat To The Global Economy Than Previous Outbreaks


BACK TO TOP