ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังเคลื่อนตัวเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ คำถามสำคัญขององค์กรไม่ได้อยู่ที่ “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะใช้ AI อย่างไรให้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง”
สำหรับ KBTG หรือ KASIKORN Business-Technology Group หน่วยงานเทคโนโลยีเบื้องหลังการขับเคลื่อนธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย คำตอบดังกล่าวไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงกลยุทธ์ แต่เป็นภารกิจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธนาคาร ท่ามกลางโลกที่กำลังมุ่งสู่ยุค AI และ Quantum Computing พร้อมกัน
หลังจากก่อตั้งในปี 2016 KBTG กำลังเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโต ภายใต้การนำของ วรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman ซึ่งมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือ “การลงทุน” ที่จะกำหนดอนาคตของธุรกิจการเงินในอีกหลายปีข้างหน้า
“วันนี้ AI เปลี่ยนโลกเร็วมาก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการใช้งาน AI เติบโตเร็วที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก หากองค์กรใดตกขบวน เท่ากับเสียโอกาสในการแข่งขันทันที” วรนุชกล่าว
ข้อมูลจาก Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี 2026 จะมีมูลค่าสูงถึง 6.31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 13.5% ขณะที่กสิกรไทยยังคงเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และใช้งบลงทุนด้านเทคโนโลยีกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

จากผู้พัฒนาระบบ สู่ AI-Infused Tech Powerhouse
เส้นทางของ KBTG ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนผ่านจากองค์กรที่พึ่งพาการพัฒนาระบบภายนอก มาสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง
ช่วงปี 2016-2018 เป็นยุควางรากฐานองค์กร ขณะที่ปี 2019-2023 เป็นช่วงที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเกิดขึ้นของพร้อมเพย์ การขยายตัวของ Mobile Banking และการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ปริมาณธุรกรรมผ่านมือถือเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
“ตอนนั้นโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ระบบไม่ล่ม และรองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง” วรนุชเล่าถึงเส้นทางของ KBTG
ผลลัพธ์คือการพัฒนา Core Banking รุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมได้มากกว่าเดิมถึงสองเท่า พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจไปจนถึงปี 2030
วันนี้ KBTG ดูแลระบบที่อยู่เบื้องหลัง K PLUS ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 24.5 ล้านราย รวมถึงบริการดิจิทัลอื่นๆ อย่าง MAKE by KBank, แอปพลิเคชันเหมียวจด และระบบพิสูจน์ตัวตน AINU ที่มีผู้ใช้งานราว 30 ล้านบัญชี
แต่ในมุมของวรนุช ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนผู้ใช้ หากคือ “ความเสถียร” ของระบบ
“เราเป็นธนาคารที่หยุดไม่ได้ ลูกค้าคาดหวังว่าระบบต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา ดังนั้นเรื่อง Service Resiliency และ Operational Excellence จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด”
ภายใต้โครงการ “อรชุน” KBTG กำลังยกระดับความสามารถในการกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุขัดข้องให้รวดเร็วขึ้น พร้อมวางสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์โลกหลัง AI และ Quantum Computing
Human-First x AI-First สูตรการเติบโตของ KBTG
แม้ AI จะเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์องค์กร แต่ KBTG ยังคงยึดหลัก Human-First x AI-First เป็นแกนกลาง สำหรับวรนุช แนวคิดนี้หมายถึงการนำ AI เข้ามาเสริมศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทนมนุษย์
องค์กรจึงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาทักษะบุคลากร การสร้าง AI Literacy การจัด Hackathon และการสร้างพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้และสร้าง Use Cases ที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง
ปัจจุบันพนักงาน KBTG กว่า 100% ผ่านการอบรมด้าน AI และมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่า 90% ของวงจรการทำงานทั้งหมด
“สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อคนสามารถใช้มันได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจว่าจะนำไปแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างไร” วรนุช กล่าว

AI ต้องสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่สร้างความตื่นเต้น
แม้หลายองค์กรทั่วโลกจะเร่งลงทุนด้าน AI แต่คำถามสำคัญกลับอยู่ที่การวัดผลตอบแทนจากการลงทุน ประเด็นนี้คือสิ่งที่ ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director ของ KBTG ให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2026
“ปีนี้ธีมหลักของเราคือ AI ROI เราต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งที่ลงทุนไป สร้างผลกระทบทางธุรกิจอย่างไร”
ดร.ทัดพงศ์ เล่าว่า KBTG เริ่มทดลองใช้ AI ตั้งแต่ปี 2017 ผ่าน Machine Learning สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ก่อนต่อยอดสู่ยุค Generative AI และ Agentic AI ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความท้าทายขององค์กรทั่วโลกคือ การเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ
“ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากว่า 95% ของโครงการ GenAI ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง และมีเพียงประมาณ 30% ที่สามารถขยายผลในระดับองค์กรได้”
ดังนั้น KBTG จึงใช้แนวคิด Value Creation และ Value Capture ในการประเมิน AI ทุกโครงการ โดยพิจารณาทั้งด้านรายได้ ต้นทุน ความเสี่ยง และประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ปัจจุบัน KBTG มี AI Use Cases มากกว่า 80 โครงการ ตั้งแต่การวิเคราะห์สินเชื่อ การตรวจสอบเอกสาร ไปจนถึงการช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ Effort Saving จาก AI Assistant ที่สร้างมูลค่ามากกว่า 240 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้ AI ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเพิ่ม Productivity ของทีมงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
“AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นระบบการทำงานใหม่ที่ต้องเชื่อมโยงคน กระบวนการ และแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน นี่คือหัวใจสำคัญ” ดร.ทัดพงศ์ กล่าว

เมื่อ Quantum Computing กลายเป็นโจทย์ใหม่ของโลกการเงิน
หาก AI คือคลื่นเทคโนโลยีที่องค์กรกำลังเร่งปรับตัว Quantum Computing อาจเป็นคลื่นลูกถัดไปที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก
ชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ Vice Chairman และ Group CISO ของ KBTG มองว่า ความเสี่ยงที่องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Emerging Threats, New Technology Adoption และความเสี่ยงจาก Third Party Ecosystem โดย Quantum Computing ถือเป็นความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้
“เมื่อ Quantum Computer มีศักยภาพเพียงพอ การเข้ารหัสแบบเดิมจำนวนมากอาจถูกถอดรหัสได้ ทำให้ข้อมูลสำคัญทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยง”
KBTG จึงเริ่มเตรียมความพร้อมด้าน Quantum Readiness ตั้งแต่ปี 2024 โดยมีเป้าหมายให้ระบบสำคัญทั้งหมดสามารถรองรับมาตรฐาน Post-Quantum Cryptography ได้ภายในปี 2029 เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งในมุมของชัชวัฒน์ การสร้าง Digital Trust จึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดขององค์กรการเงิน
“การก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องมี Trust จากลูกค้าเป็นพื้นฐาน” ชัชวัฒน์ ระบุ
นอกจากการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์แล้ว KBTG ยังพัฒนาแนวคิด AI for Security หรือการใช้ AI ต่อสู้กับ AI เพื่อตรวจจับความผิดปกติ วิเคราะห์พฤติกรรมการโจมตี และตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
AI Driven for Results คืออนาคตที่ต้องวัดผลได้
เมื่อมองไปข้างหน้า วรนุชเชื่อว่าความสำเร็จของ AI จะไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนโมเดล จำนวน Use Cases หรือจำนวนพนักงานที่ใช้ AI แต่จะวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับธุรกิจ ลูกค้า และสังคม
KBTG จึงกำลังเดินหน้าสู่การเป็น “AI-Infused Tech Powerhouse” ที่ใช้ AI เชื่อมโยงทุกกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้
พร้อมกันนั้น องค์กรยังต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่อย่าง Quantum Computing ซึ่งอาจเปลี่ยนกติกาของโลกการเงินอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี
สำหรับ KBTG คำตอบของการแข่งขันในยุคต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการมี AI ที่ดีที่สุด แต่คือการสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรม ผลลัพธ์ และความไว้วางใจ” เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


