'เอสซีจี' ปรับทัพเสริมแกร่งธุรกิจ

'เอสซีจี' ปรับทัพเสริมแกร่งธุรกิจ

เอสซีจีเผยแผนรุก Future Forward เร่งปรับตัว เสริมแกร่งธุรกิจ ตามแนวทาง Inclusive Green Growth สร้างความสามารถในการแข่งขัน รับวัฏจักรปิโตรเคมีผันผวนยาว เตรียมเพิ่มออปชันวัตถุดิบปิโตรเคมีเวียดนาม LSP ด้วยก๊าซอีเทน ดันปูนคาร์บอนต่ำส่งออก คว้าโอกาสจากนโยบายหนุนนวัตกรรมกรีน ดึงเทคโนโลยียกระดับการอยู่อาศัย สร้างชีวิตกรีน&สมาร์ท ขยายธุรกิจพลังงานสะอาดสู่อาเซียน สร้าง New S-curve


    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันและทิศทางอนาคตว่าในระยะ 3-5 ปีว่าจะมีความผันผวนมากขึ้น ทั้งความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และกฎเกณฑ์ใหม่ๆ จากประเทศตะวันตก  บริษัทจึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมลดคาร์บอนไดออกไซด์ ตามแนวทาง Inclusive Green Growth เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันระยะยาว

    ด้านสงครามการค้า สถานการณ์ขณะนี้คือสินค้าจีนเข้ามาในไทยและได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากจีนมีระบบเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยหลายสิบเท่า สเกลก็ใหญ่กว่า และยังมีเทคโนโลยีที่สูง ทำให้สินค้าจีนตีตลาดไทยได้หมด ดังนั้น สินค้าประเภทใดที่จีนผลิตได้ดีกว่า บริษัทจะไม่ผลิตแข่ง แต่ปรับไปทำด้านอื่นแทน ตัวอย่างเช่น ทีมสมาร์ทลีฟวิ่ง นำสินค้ามาประกอบและขายเป็นระบบ เช่น รูฟทอปซิสเตม บาทรูมซิสเตม  โดยใช้สินค้าแต่ละตัวจากจีนและที่ผลิตในประเทศ นำมาประกอบเป็นระบบให้ดีที่สุด ต้นทุนถูกที่สุด เพิ่มการใช้หุ่นยนต์เพื่อให้ต้นทุนแข่งขันได้ และมีโอกาสส่งสินค้ากลับไปขายที่จีน 

​


    ธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย “เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน” มุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมจากมาตรการภาษีคาร์บอนที่เริ่มบังคับใช้ในหลายประเทศ โดยลดคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดกระบวนการธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสการเติบโตจากนโยบายสนับสนุนการใช้ปูนคาร์บอนต่ำในหลายโครงการทั้งของภาครัฐและเอกชน ที่ผ่านมาสามารถส่งออกปูนคาร์บอนต่ำไปสหรัฐอเมริกามากกว่า 1 ล้านตัน รวมทั้งขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ในอาเซียน ออสเตรเลีย และแคนาดา 

    ปัจจุบันกำลังพัฒนาปูนคาร์บอนต่ำเจเนอเรชัน 3 ที่สามารถเพิ่มสัดส่วนการทดแทนปูนเม็ดในการผลิตซึ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ 40-50% เมื่อเทียบกับปูนซีเมนต์ประเภทเดิม รวมทั้งเร่งขยายกำลังการผลิตปูนคาร์บอนต่ำในเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเป็นฐานการส่งออกในอนาคต 

    ทิศทางของ “เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง” สินค้าหลักอย่างกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จะมุ่งพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น ตอบโจทย์ตลาดรักษ์โลก ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบผลิตภัณฑ์ เพิ่มความรวดเร็วและปรับได้ตามความต้องการลูกค้า ควบคู่กับพัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มการใช้หุ่นยนต์ บริหารต้นทุนให้แข่งขันได้กับผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่เข้ามา เช่น จีน และเตรียมขยายตลาดวัสดุก่อสร้างไปยังอินเดีย และตะวันออกกลาง  

​    นอกจากนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้างานระบบ ตอบโจทย์การก่อสร้างเร็วและใช้งานดีขึ้น โดยเฉพาะระบบผนังที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ช่วยกันร้อนและกันเสียง รวมไปถึงระบบหลังคา ดีไซน์หลากหลาย ปรับได้ตามความต้องการและแบบบ้าน พร้อมฟังก์ชันกันร้อน และช่วยประหยัดพลังงาน ​

​


    “เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล” ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มและ AI ยกระดับระบบจัดจำหน่ายสินค้าให้ลูกค้าและคู่ค้าเข้าถึงสะดวกขึ้น ลดระยะเวลาการเก็บสินค้าคงคลัง และคาดการณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต เช่น แอปพลิเคชัน Prompt Plus สำหรับระบบค้าส่ง สามารถช่วยวิเคราะห์และนำเสนอสินค้าตามความต้องการ เพื่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของผู้แทนจำหน่ายและร้านค้ารายย่อยให้มีประสิทธิภาพ นำเสนอคอนกรีตผสมแบบพร้อมใช้ ‘CPAC Ready Mix’ และ ‘CPAC 3D Printing Solution’ เข้าสู่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการก่อสร้าง ลดของเสียหน้างาน 

    สำหรับ เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 39% ของรายได้รวมเอสซีจี เร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับสถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกที่อ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง ธุรกิจจึงเตรียมแผนเพิ่มศักยภาพโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals :LSP) ให้มีความยืนหยุ่นด้านต้นทุนการผลิต โดยเพิ่มทางเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติอีเทน (Ethane) เป็นวัตถุดิบเพิ่มเติมจากการใช้แนฟทา (Naphtha) และก๊าซธรรมชาติโพรเพน (Propane) เนื่องจากราคาเฉลี่ยอีเทนต่ำกว่า 40% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยราคาของแนฟทาและโพรเพนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 


​

    ในการนี้ต้องมีการติดตั้งถังเก็บวัตถุดิบและท่อนำส่งก๊าซอีเทน คาดว่าใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 3 ปี เพื่อเดินหน้าการผลิตโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์อย่างพอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีน ตอบโจทย์ความต้องการพลาสติก สำหรับผลิตสินค้าอุปโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในตลาดเวียดนามซึ่งมีความต้องการสูง โดย LSP จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2567

    ธุรกิจ New S-Curve หรือเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ เดินหน้าขยายสู่อาเซียน ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มุ่งสู่เป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3,500 เมกะวัตต์ในปี 2573 ด้วยจุดแข็งด้านนวัตกรรมและโซลูชันพลังงานสะอาดครบวงจรระดับโลก ทั้งระบบบริหารจัดการ การผลิต การจัดเก็บ (Energy Storage System) และจำหน่ายไฟฟ้าจากแพลตฟอร์มพลังงานสะอาด ‘Smart Micro Grid’ ตลอดจนแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานความร้อนจากพลังงานสะอาด (Heat Battery) สำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่โรงงานปูนซีเมนต์ เอสซีจี จ.สระบุรี นอกจากนี้ ยังลงทุนในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง 'นวัตกรรมการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์แบบ Tandem Perovskite' เพื่อผลิตเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 30 % 

    “การเติบโต Inclusive Green Growth ไปสู่โลว์คาร์บอน ในต้นทุนที่รับได้ เช่น ซีเมนต์ และคลีน เอนเนอยี่ เราเห็นว่าจะมีโอกาสเติบโตอย่างมากระยะยาว ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานสะอาด 17-18% ถ้าอยากไปให้ถึงเป็นตามคอมมิตเมนต์ของ Paris Agreement (รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 20–25% ภายในปี พ.ศ.2573) ต้องใช้ 50% แสดงว่าอัตราการเติบโตในไทยมีสูงมาก ในภูมิภาคก็ยังมีอีกมาก...จะสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้พอร์ตโฟลิโอมีความเข้มแข็งระยะยาว”

    ทั้งนี้ เอสซีจีใช้งบประมาณการลงทุนปีละ 40,000  ล้านบาท และมุ่งลดเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ 10-15% จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โฟกัสในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปิดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร จัดสรรทรัพยากรและกำลังคนมาโฟกัสในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต โดยครึ่งแรกของปีมีเงินสดคงเหลือ 78,907 ล้านบาท




​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บลจ. ยูโอบี เพิ่มโอกาสการลงทุนแก่ลูกค้าเปิดขายหุ้นกองทุนสหรัฐฯ UUSA 17-24 ก.ย. 2567​

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine