ONEE ดันธุรกิจสื่อเข้าตลาดฯ เปิดราคาจอง 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น - Forbes Thailand

ONEE ดันธุรกิจสื่อเข้าตลาดฯ เปิดราคาจอง 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์ / CORPORATE EDITOR
15 Oct 2021 | 04:22 PM
READ 869

เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์’ หรือ ONEE ชูโมเดลธุรกิจสื่อและความบันเทิงแบบครบวงจรเสริมศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนผ่านการระดมทุนในตลาดหุ้น โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขาย IPO ที่ 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อวันที่ 20-21 และ 25-26 ต.ค. นี้

ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่า ONEE มีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมธุรกิจสื่อและความบันเทิงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจากรากฐานการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย รวมถึงการเป็นเจ้าของและบริหารช่องทางการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การจัดงานอีเวนต์ การบริหารศิลปินในสังกัดกว่า 200 ราย การขายสินค้าจากรายการและศิลปิน และการให้เช่าสถานที่ถ่ายทำ เป็นต้น

นอกจากนั้น บริษัทยังมีการบริษัทยังมีทีมบริหารจัดการและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี พร้อมด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้เราสามารถตอบสนองและปรับตัวตามพฤติกรรมและรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ท่ามกลางยุค Digital Disruption ซึ่งการระดมทุนดังกล่าวจะนำเงินที่ได้รับใช้ในการขยายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพในการสร้างการเติบโต ทั้งการลงทุนพัฒนาศักยภาพในการผลิตรายการ และการลงทุนพัฒนาขีดความสามารถของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงนำไปใช้ปรับโครงสร้างเงินทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการต่อไป

“การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถพัฒนานักแสดงหน้าใหม่มากฝีมือเข้าสู่วงการบันเทิง ยกระดับคุณภาพของคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล และเพิ่มขีดความสามารถในการนำคอนเทนต์ไปสู่ผู้ชมในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ ONEE สามารถขยายฐานผู้ชมได้ในทุกช่องทาง และส่งเสริมให้เราก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เชื่อมโลกการรับชมทุกแพลตฟอร์มเพื่อส่งมอบบันเทิงและความสุขให้คนไทยและผู้ชมทั่วโลกสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ถกลเกียรติกล่าว

ขณะที่ ระฟ้า ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่าเรามีกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้ชมที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังจะเห็นได้จากความสามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางทีวีอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นรากฐานที่มั่นคง และต่อยอดสู่การเผยแพร่คอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Social Media และ OTT Platforms เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ชมที่หันไปบริโภคคอนเทนต์ทางช่องทางดังกล่าวที่มากขึ้น

สำหรับปัจจุบันรายได้จากเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ถือเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมุ่งขยายฐานผู้ชมไปสู่ระดับสากลผ่านเครือข่ายพันธมิตร OTT Platforms ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น Netflix, LINE TV, Disney+ Hotstar, WeTV, Viu, TRUE ID, AIS Play, IQIYI เป็นต้น

ผ่านรูปแบบการบริหารลิขสิทธิ์และการรับจ้างผลิตให้แก่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยปัจจุบัน ONEE มีฐานผู้ชมครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและอีกกว่า 15 ประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เราเป็นผู้นำในธุรกิจการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ของคนไทยอย่างแท้จริง

“ด้วยโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร เราได้นำข้อมูลและเสียงตอบรับจากกลุ่มผู้ชมในทุกช่องทาง มาวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อนำมาพัฒนาสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความแปลกใหม่และได้รับความนิยม การกำหนดช่องทางเผยแพร่และเวลาออกอากาศได้ตรงกับรสนิยมและพฤติกรรมรับชมของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการตลอดทั้ง Value Chain ที่เอื้อประโยชน์สูงสุดในการสร้างรายได้และควบคุมต้นทุนการผลิต เพื่อสนับสนุนความสามารถทำกำไรที่ดีในระยะยาว” ระฟ้ากล่าว

ส่วน อรรณพ เสนะสุทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561-2563 บริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรายได้รวม 4.20 พันล้านบาท 4.82 พันล้านบาท และ 4.88 พันล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 7.7% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 73 ล้านบาท 228 ล้านบาท และ 658 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 201.0%

โดยมีปัจจัยมาจากโมเดลธุรกิจแบบครบวงจรที่สามารถสร้างรายได้จากทุกช่องทาง ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทที่ก้าวข้ามผ่าน Digital Disruption จากพฤติกรรมการรับชมรายการผ่านทางโทรทัศน์สู่ช่องทางออนไลน์

ด้านรายได้รวมในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (งวด 6 เดือน 2564) อยู่ที่ 2.78 พันล้านบาท เติบโตร้อยละ 29.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 455 ล้านบาท เป็นการเติบโตกว่าร้อยละ 151.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยจากการเติบโตของรายได้รวม การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น การบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบแบบไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขายจำนวน 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าเสนอขายไม่เกิน 3.72 - 4.22 พันล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่เป็นบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จองซื้อในวันที่ 20-21 และ 25-26 ตุลาคม นี้

ซึ่งต้องชำระเงินที่ราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย 8.50 บาทต่อหุ้น แต่หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จะดำเนินการคืนเงินจองซื้อแก่นักลงทุนภายใน 10 วันทำการนับจากวันจองซื้อวันสุดท้ายตามวิธีการและรายละเอียดในหนังสือชื้อชวน

อ่านเพิ่มเติม: ธนาคารไทยพาณิชย์ จับจังหวะลงทุนช่วงตลาดผันผวน เน้นกลุ่ม Quality growth


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine