‘ซื้อหนี้ประชาชน’ ทำได้จริงแค่ไหน เปรียบเทียบวิกฤตปี 2540 ต้มยำกุ้ง และ AMC ที่มีอยู่แล้ว

‘ซื้อหนี้ประชาชน’ ทำได้จริงแค่ไหน เปรียบเทียบวิกฤตปี 2540 ต้มยำกุ้ง และ AMC ที่มีอยู่แล้ว

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยที่พุ่งขึ้นและยังอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง แม้ว่าล่าสุดไตรมาส 3/67 ที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาเล็กน้อยสู่ระดับ 89.6% แต่เป็นการลดลงเพราะสถาบันการเงินเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ถ้าพูดถึงการเงินส่วนบุคคล ‘หนี้’ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คุยกับใครได้ยาก หาทางแก้อาจไม่ง่ายนัก ยิ่งล่าสุดมีประเด็นจากที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พูดถึง ‘การซื้อหนี้ประชาชน’ ที่จะไม่ต้องใช้เงินของรัฐ แต่เอกชนจะซื้อหนี้เข้ามาแล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อนชำระ


    บางส่วนอาจมองว่านี่คือไอเดียใหม่ แต่หากย้อนมองในอดีต ไทยมีองค์กรที่ทำงานในลักษณะการซื้อหนี้มาบริหารอยู่แล้ว ดังนั้นนอกจากประชาชนต้องรอดูว่า เงื่อนไขและรายละเอียดที่คุณทักษิณให้ความหวังไว้จะส่งผ่านไปที่รัฐบาลในรูปแบบใด วันนี้ Forbes Thailand อยากชวนมาอ่านมุมมองในเรื่องนี้จากข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และเสียงจากแบงก์ชาติไปพร้อมกัน

​

ซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคาร กลุ่มไหนได้ประโยชน์

    ประเด็นร้อนนี้เริ่มมาจากวันที่ 17 มี.ค. 68 ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กล่าวไว้ว่า “เราจะซื้อหนี้ทั้งหมด หนี้ประชาชนออกมาจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน และไม่ต้องชำระเต็มจำนวน แล้วก็ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้หมดให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่”

    หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า การซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคารนั้น จะต้องทำแบบไหน และเจาะจงในประชาชนกลุ่มใด รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อการแก้หนี้ในระบบอย่างไร

    ข้อสังเกตแรกคือ เมื่อยกข้อมูลสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ล่าสุดในไตรมาส 3/67 พบว่า หนี้สินครัวเรือนสัดส่วนมากที่สุด 34.3% คือหนี้บ้าน ดังนั้นหากให้เอกชนซื้อหนี้ประชาชน (หนี้พร้อมบ้าน) มาให้ทยอยผ่อน จะมีข้อแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร แต่สำหรับสินเชื่อบริโภคส่วนบุคคล (เช่น บัตรเครดิต ฯลฯ) ก็มีสัดส่วนสูงถึง 28% ของหนี้สินครัวเรือนไทย ถือเป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองเช่นกัน

    ข้อสังเกตถัดมา หากให้เอกชนซื้อหนี้ประชาชนในกลุ่มที่เป็นหนี้เสียมาบริหารก็อาจจะมีรูปแบบเหมือนกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นบริษัทที่จะรับซื้อหนี้เสียมาบริหารเพื่อสร้างรายได้อยู่แล้ว (เช่น รับซื้อหนี้เสียมาจากธนาคารมูลค่าเต็ม 100 บาท แต่ซื้อมาในราคาส่วนลดเหลือ 30 บาท หลังจากนั้นจึงมาตกลงและเก็บกับลูกหนี้ว่าจะผ่อนหรือจ่ายอย่างไร)

    ปัจจุบัน AMC ในไทยมีอยู่จำนวนมาก แต่ละบริษัทอาจมีความเชี่ยวชาญสินเชื่อแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน เช่น

    - บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในชื่อ BAM หลังรับซื้อหนี้มาแล้ว จะบริหาร เช่น บ้าน หรือที่ดินมา BAM อาจนำมารีโนเวทแล้วออกขาย เป็นต้น

    - บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด ที่ร่วมทุนระหว่าง BAM และธนาคารออมสิน ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 67 ก็เกิดขึ้นเพื่อรับซื้อหนี้สินเชื่อต่างๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ฯลฯ เพื่อมาบริหาร โดยคาดหวังว่าจะสามารถลดหนี้เสียที่เกิดขึ้นในตลาดได้

​

ที่มา สภาพัฒน์


กรณีศึกษาการตั้ง AMC ซื้อหนี้ประชาชน ‘ต้มยำกุ้ง vs. ปัจจุบัน’

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เล่าว่า ปัจจุบันภาครัฐตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหาหนี้เสียที่ค้างอยู่ในปัจจุบัน และยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูลเมื่อ ธ.ค. 67 พบว่าเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภคของลูกหนี้รายย่อยที่เครดิตบูโร มีหนี้เสีย (NPL: ค้างจ่ายเกิน 90 วัน) 9.59 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท

​

ที่มา  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

​

    ทั้งนี้ แนวคิดในการตั้ง AMC มาจัดการหนี้บริโภคฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าคล้ายกับการจัดตั้ง AMC และ TAMC หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มีหนี้เสียสูงถึง 52.3% ของสินเชื่อรวมในเดือนพฤษภาคม 2542 หรือราว 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งตอนนั้นสถาบันการเงินแก้ปัญหาในระยะสั้นได้ยาก

    หลังจากปี 2540 เกิดการจัดตั้ง AMC ของภาคเอกชนและภาครัฐกว่า 10 แห่ง เพื่อซื้อหนี้จากธนาคารแม่ แยกออกไปบริหารจัดการเฉพาะ ต่อมาจึงมีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือ TAMC ในปี 2544 เพื่อซื้อหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงปลายวิกฤตดังกล่าว ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท จากสถาบันการเงินไปบริหารเพื่อฟื้นฟูและ/หรือปิดจบหนี้

    ส่วนจุดต่างสำคัญของทั้ง 2 สถานการณ์คือ เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งการจัดตั้ง AMC จะเน้นซื้อหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตจากอานิสงส์ของเงินบาทอ่อนค่าที่ส่งผลดีต่อ FDI และการส่งออก ได้ช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนเห็นภาพรายได้ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ในระยะเวลาดังกล่าว ยังเป็นช่วงแรกๆ ของตลาดการบริหารหนี้ และมีการแก้กฎหมาย มีการจัดตั้งศาลล้มละลายกลาง จึงทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้มีองค์ประกอบหลายด้านที่สนับสนุนการแก้ไขหนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

    ทว่าในปัจจุบันบริบทต่างออกไป หนี้เสียไม่ว่าจะรายย่อยหรือธุรกิจ บางส่วนได้ปรับโครงสร้างหนี้หรือได้รับมาตรการช่วยเหลือมาแล้ว ไปจนถึงเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ทำให้แก้ไขหนี้ยากยิ่งขึ้นทั้งกับลูกหนี้และ AMC (เช่น ขายบ้านออกยากเพราะผู้กู้ไม่ผ่าน คนผ่อนจ่ายไม่ไหว เป็นต้น)

    แต่การจะใช้ AMC แก้ปัญหาหนี้ ยังต้องดูอีกหลายปัจจัย เช่น เมื่อเป้าหมายเน้นแก้หนี้ที่รายย่อย จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการหนี้สูงขึ้นเพราะหนี้ภายใต้เครดิตบูโร ยังไม่รวมหนี้เสียของสหกรณ์ นอนแบงก์ในธุรกิจลิสซิ่ง หรือนอนแบงก์ที่ไม่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร

    ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า การขายหนี้ให้ AMC บริหาร ลูกหนี้มีโอกาสได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ที่แตกต่างหรือผ่อนปรนกว่าเดิม จึงต้องคิดเรื่อง ปัญหา Moral Hazard ของลูกหนี้อีกด้วย



ผลกระทบ ‘ซื้อหนี้ประชาชน’ คนเสี่ยงเบี้ยวหนี้เพิ่ม?

    ในมุมมองของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อกรณีการซื้อหนี้ประชาชนและล้างประวัติเครดิตบูโร ออกมาเล่าว่า ตอนนี้ยังต้องรอความชัดเจนของรูปแบบประเภทหนี้ที่จะเข้าข่าย และรายละเอียดต่าง ๆ ก่อน

    แต่เมื่อมองให้ลึกถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีความซับซ้อนจากปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่ายมาช่วยแก้ไข และไม่ว่าจะออกแบบมาตรการใดต้องพิจารณาอย่างครบวงจร ทั้งสาเหตุ หลักการ และผลข้างเคียงที่อาจะเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท. มี 3 หลักการในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนได้แก่

    1) ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้เกิดปัญหา Moral Hazard คือ ต้องมีกลไกส่งเสริมให้ลูกหนี้มีวินัยและมีความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเป็นหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต

    2) สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า กล่าวคือ ความช่วยเหลือที่ให้ต้องไม่ไปลดทอนความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม

    3) ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรและงบประมาณของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    สรุปแล้ว การแก้หนี้ครัวเรือนของไทย ภาครัฐ กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และภาคเอกชนยังเดินหน้ากันต่อเนื่อง แต่การออกมาตรการแต่ละครั้งย่อมมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย หรือกำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย ฯลฯ ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับประเด็น การซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นกระแสอยู่นี้ อาจต้องตั้งคำถามว่าทำเพื่อประชาชนกลุ่มไหน และต้องใช้ทรัพากรมากเพียงใดที่จะได้ผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า



ภาพ: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, rishi on Unsplash



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วง! ttb analytics เผย 38% คนไทยมีหนี้ในระบบเฉลี่ยเกินแสนบาท สัดส่วนคนเป็นหนี้เสียพุ่ง 22%

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine