'ไทยประกันชีวิต' จ้อง REIT ตลาดแรก กระจายเสี่ยง-เพิ่มผลตอบแทน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Finance & Investment
  • News >
  • ‘ไทยประกันชีวิต’ จ้อง REIT ตลาดแรก กระจายเสี่ยง-เพิ่มผลตอบแทน

‘ไทยประกันชีวิต’ จ้อง REIT ตลาดแรก กระจายเสี่ยง-เพิ่มผลตอบแทน

Forbes Thailand

ไทยประกันชีวิตคงสัดส่วนพอร์ตลงทุนกอง REIT สู้ภาวะดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทน จับจ้องที่ 7-8% 

หลังจากตลาดเงินตลาดทุนเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาธุรกิจประกันเองก็ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนของบริษัท ทั้งนี้ก็เพื่อคงไว้ซึ่งผลตอบแทนที่เคยได้รับ แสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่น่าสนใจ และเพื่อกระจายความเสี่ยงที่มีการปรับพอร์ตการลงทุนและหันไปลงทุนในกอง REIT ซึ่งในกลุ่มธุรกิจประกันนั้น บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีการจัดพอร์ตลงทุนที่โดดเด่น 

วรางค์ ไชยวรรณ กรรมการและรองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อการลงทุนในกอง REIT ว่า กอง REIT นับเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการลงทุนของบริษัท ทั้งใน แง่การกระจายความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สม่ำเสมอ 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนกอง REIT ในไทยนั้น บริษัทมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นกลาง ส่วนหนึ่งเกิดจากกอง REIT ที่ซื้อขายในตลาดรองมีราคาค่อนข้างสูง แต่ที่ผ่านมายังมีกองทุนที่น่าสนใจออกเสนอขายในตลาดแรกอยู่บ้าง เช่น กองทุน บีออฟฟิศ เป็นต้น 

ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับกองทุนที่ออกใหม่ในตลาดแรกมากกว่า ส่วนกองทุน REIT ในต่างประเทศมีความน่าสนใจในการลงทุน แต่กฎเกณฑ์เรื่องการดำรงเงินกองทุนของกองทุนประกันชีวิตยังไม่เอื้อให้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้

 

 

สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาการลงทุนกอง REIT ประกอบการตัดสินใจลงทุนนั้น วรางค์กล่าวด้วยว่าบริษัทลงทุนในกองทุน REIT เพื่อการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้มีเงินลงทุนส่วนหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และมีความสามารถในการปรับราคาได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนกอง REIT จะขึ้นอยู่กับประมาณการผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับตลอดช่วงระยะเวลาลงทุน หรือ IRR เป็นหลัก โดยบริษัทจะประมาณการทางการเงินของกองทุนที่เสนอขายแต่ละกองทุน หากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเหมาะสมกับความเสี่ยง บริษัทก็จะตัดสินใจลงทุน

ขณะที่เพดานการลงทุนของกองทุน REIT และกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ รวมกันต้องไม่เกิน 5% ของสินทรัพย์ลงทุนของบริษัท ดังนั้น ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายคงสัดส่วนการลงทุนในกอง REIT เท่ากับปีก่อนหน้า หรืออาจลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสการลงทุนในตลาดแรก

หากคิดผลตอบแทนในรูป IRR ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7-8% ในอนาคตหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าผลตอบแทนจากกองทุน REIT ก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันบริษัทลงทุนในกองทุน REIT ประมาณ 1% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด มีจำนวนกองทุนที่ลงทุนทั้งหมดประมาณ 13 กองทุน เช่น กองทุนบีออฟฟิศ กองทุนอิมแพ็คฯ กองทุนซีพีเอ็นรีเทลโกรท เป็นต้น ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้ประมาณ 6%

บริษัทมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรภาครัฐประมาณ 45% ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนประมาณ 42% และมีเงินลงทุนในหุ้นสามัญ กองทุน และกองทรัสต์รวมกันประมาณ 13% โดยมีเม็ดเงินลงทุน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 อยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท 

 

เรื่อง: ศนิชา ละครพล 
ภาพ: บมจ.ไทยประกันชีวิต 

BACK TO TOP